บียาร์เรอัล (Villarreal CF)

Villarreal CF Logo Team

ถ้าถามนักดูบอลมือฉมัง แฟนบอลส่วนมากในโลกนี้ ด้วยคำถามที่ว่า คุณชอบอะไรเวลาดูบอลมากที่สุด…? ถ้าไม่ใช่คำตอบจำพวกที่ว่า “ผมชอบดูบอลที่มีประตูเยอะๆ” หรือ “ผมดูบอลเพราะว่ามีดารานักบอลดังๆเก่งๆในทีมที่แข่งกันไง” แน่ใจว่าอีกคำตอบนึงที่หลายๆแฟนบอลจะให้คำตอบมาก็คือ ชอบดูบอลเพราะว่ามีการพลิกล็อคบ่อย บางครั้งมีม้ามืด บางเกมมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเกมที่มีลูกกลมๆวิ่งอยู่ในสนามหญ้า สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกีฬาระดับโลกที่ชื่อฟุตบอล แต่ทว่ามีอยู่ทีมหนึ่งที่อยู่ในลาลีกาสเปนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นทีมจอมพลิกล็อค สร้างเซอร์ไพรซ์ยามแข่งกับทีมที่ใหญ่กว่าประจำ จนกลายเป็นฉายาไปแล้ว มารู้จักสโมสรบียาร์เรอัล หรือ เรือดำน้ำสีเหลือง ทีมที่ทุกคนประมาทไม่ได้กัน

สโมสรบียาร์เรอัล ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาสเปนคือ Villarreal Club de Fútbol, S.A.D. มีจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีช่วงเวลาแรกๆเตร็ดเตร่อยู่แถวๆลีกล่าง ก่อนจะขึ้นมาอยู่แถวลีกรองในปี 1970 แต่ก็ยังไม่ค่อยเสถียรมากนักหลังขึ้นชั้นมาแล้ว ก็ยังเจอเหตุการณ์ฟอร์มการเล่นแย่ ต้องตกชั้นขึ้นๆลงๆอยู่บ้าง จนกระทั่งหลัง 1998 ก็เริ่มมีแววดีขึ้น เริ่มขึ้นสู่ลีกสูงสุดจนมีวันดีๆเข้ามามากกว่าเคย แถมยังได้ไปยุโรปเล่นกับทีมใหญ่จากประเทศต่างๆ ทำให้ชื่อเสียงของบียาร์เรอัลเด่นดังมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ทีมทั่วไปทีมหนึ่งในลาลีกาอีกต่อไป

การแข่งขันที่น่าจดจำที่สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลในยุโรป ยกตัวอย่างเช่น การฝ่าฟันทีมดังต่างๆใน อินเตอร์โตโต้ คัพ ในปี 2002 จนกระทั่งถึงรอบชิงแต่แพ้ให้กับมาลาก้าจากสเปนด้วยกัน หรือว่าจะเป็นปีถัดมา (2003) ที่เจ๋งกว่าคือเข้าชิง อินเตอร์โตโต้ คัพ และเอาชนะ ฮีเรนวีน จากลีกดัชต์ไปได้ จนมีโอกาสคว้าสิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันที่สูงกว่าคือ ยูฟ่า คัพ เป็นครั้งแรก และก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใด เพราะว่าบียาร์เรอัลเองก็ยังสร้างความเซอร์ไพรส์ในรอบต่างๆต่อเนื่อง เอาชนะทีมอื่นๆในถ้วยนี้ที่มีประสบการณ์มากกว่าจนเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย แล้วไปแพ้ให้กับจอมเก๋า อย่าง บาเลนเซีย จากลาลีกาด้วยกันไปอีกในรอบนั้น อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2003-2004 นั้น บียาร์เรอัล ก็จบอันดับในลีกที่ 8 อย่างสวยงามเช่นกัน

สโมสรเรือดำน้ำเหลืองยังทำได้ดีต่อไปหลังจากช่วงนั้นจนถึงปี 2004 ขึ้นไปซึ่งแฟนบอลชาวไทยเริ่มได้ยินชื่อและรู้จักสโมสรแห่งนี้กันมากขึ้น ปี 2004 Villarreal ยังป้องกันแชมป์โตโต้คัพเหมือนเดิมจนได้เข้าไปเล่นยูฟ่า คัพได้อีกสมัย แต่คราวนี้แพ้ให้กับอาแซดจากดัตช์ไปในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ที่สำคัญจริงๆคือในฤดูกาล 2004-2005 พวกเค้าสามารถจบลาลีกาได้ด้วยอันดับ 3 ทำให้เป็นครั้งแรกที่ได้มีสิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลรายการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป นั่นคือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ที่แจ่มกว่าคือ ในปีนั้นเองที่สโมสรได้นักเตะชื่อดังคนแรก ที่ทำให้โลกต้องหันมามองด้วยการปั้นยอดสตาร์ขึ้นมา ชายผู้นั้นคือ กองหน้าที่ชื่อ “ดิเอโก้ ฟอร์ลัน” ที่ยิงถล่มในลีกไปถึง 25 ประตูด้วยกัน

ผลงานยังดีขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นขาประจำของฟุตบอลถ้วยใหญ่สุดไปเลย ปี 2007-2008 ทำการแย่งแชมป์กับทีมใหญ่อย่าง บาร์ซ่า และยอดทีมจากกาแล็คซี่ในลีกไปอย่างสูสี แต่มาพ่ายให้กับเรอัลมาดริด พี่ใหญ่ไปแบบน่าลุ้นเพียงแค่ 8 แต้มเท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเค้าจบอันดับที่ 2 รองแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จนได้ไปเล่นใน UCL อีกครั้ง คราวนี้ไม่พ่ายใครเลยในรอบแบ่งกลุ่มตอนนั้น และยังฝ่าฟันไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายอย่างน่าทึ่ง ณ เวลานี้เอง ที่ทั่วโลกน่าจะรู้จักทีมบียาร์เรอัลอย่างดี เพราะจับสลากมาเจอกับไอ้ปืนโตจากอังกฤษ พวกเค้าสามารถทำผลงานได้น่าลุ้น เกมแรกยันเสมอปืนโตได้ 1-1 ด้วยฟรีคิกสุดสวยจาก กับตันทีม มาร์กอส เซนน่า ที่หลายคนรู้จักดีมากตอนนั้น แต่ทว่า เกมเอาคืนถัดมา กลับโดนเกมรุกที่จัดจ้านของปืนโต เริ่มจาก อเดบายอร์ หวดวอลเลย์สุดตีนเข้าไป แล้วมาโดนวัลคอตต์ กับ สุดยอดกองหน้าอย่าง ฟาน เพอร์ซี่ มาตอกย้ำชัย กลายเป็นแพ้ไป 3-0 ตกรอบไปในที่สุด ย้อนไปดูไฮไลท์บอลแล้วปวดใจแทน แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่สโมสรเรือดำน้ำสีเหลืองจะจารึกชื่อตัวเองในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นทีมจอมสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอล และปวดหัวให้กับทีมใหญ่ๆทุกครั้ง ในทุกการแข่งขันหากต้องมาเจอกับพวกเค้าบียาร์เรอัล

ดาวยิงที่น่าสนใจของสโมสร จูเซ็ปเป้ รอสซี่ ถึงแม้ว่าบียาร์เรอัลจะมีชื่อเสียงมากขึ้น เพราะว่าสุดยอดกองหน้าอย่าง ดิเอโก้ ฟอร์ลัน แต่ว่านักเตะที่น่าสนใจในตำแหน่งกองหน้ายังมีอีกคนที่ดังมาจากการเล่นให้กับสโมสรบียาร์เรอัล และ 1 ในนั้นคือ จูเซ็ปเป้ รอสซี่ นั่นเอง เขาเป็นชาวอิตาลีโดยกำเนิดและได้การปลุกปั้นจากทีมปาร์มาในชุดเยาวชน เริ่มมีแววเมื่อผีแดงมาซื้อตัวเค้าไปปั้นต่อตอนอายุได้ 17 ปี แต่ทว่าน่าเสียใจที่เขาไม่สามารถดันตัวเองเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ตัวจริงได้ และยังโดนปล่อยยืมตัวไปที่ทีมนั้นบ้างทีมนี้บ้าง จนในที่สุดรอสซี่ได้โดนบียาร์เรอัลมาซื้อตัวไปเล่นในเสปน ลงเล่นให้บียาร์เรอัลถึง 5 ปี และดังเป็นพลุแตกกับเรือดำน้ำ ยิงกระจาย เล่นได้อย่างพลิ้วไหวแม้จะตัวเล็กๆไม่ใหญ่

เท้าซ้ายของเค้ายิงประตูอย่างคมกริบ มีประตูสวยให้เห็นเรื่อยๆ จนทำให้แฟนบอลตั้งฉายาของเค้าว่า เปปิโต้ รอสซี่ ให้เกียรติยกเค้าเทียบเคียงกับตำนานอิตาลี เปาโล รอสซี่ นั่นเอง และเค้ายังได้ทำผลงานเข้าตา จนทำให้ถูกพาตัวไปยังอิตาลีชุดแชมป์โลกในปีต่อมาทีเดียว แฟนบอลชาวไทยอาจจะรู้จักดีเวลาเล่นเกมฟีฟ่า หรือว่าวินนิ่งตอนนักเตะรายนี้เล่นกับ ฟิออเรนติน่า ในช่วงหลังมากกว่า เพราะว่าในเกมยุคนั้นแหละที่ค่าพลังของรอสซี่สูงและเตะตาผิดวิสัยทีมเล็กๆมาก ทำให้เวลาใช้ฟิออเรนติน่าเล่นแล้ว จะได้บังคับกองหน้ากึ่งปีกซ้ายรายนี้ ทะลุทะลวงทีมเพื่อนและลากหลุดเดี่ยวเข้าไปยิ่งประตูแบบพึ่งพาได้เสมอ ยังมีค่าการเลี้ยงบอลสุดยอด ให้เพิ่มความมันส์ในการเล่นไปอีก จนทำให้เพื่อนๆหลายคนที่เจอสัจธรรมข้อนี้ต้องเสียเพื่อนไปบ้างไม่มากก็น้อยเพราะว่าพวกเพื่อนมักโดนรอสซี่ยิงประจำ

สโมสรบียาร์เรอัล มีฉายาว่า El Submarino Amarillo หากแปลเป็นภาษาอังกฤษ คือ Yellow Submarine จะหมายถึง “เรือดำน้ำสีเหลือง” ตรงกับเพลงที่ได้รับความนิยมของ “เดอะบีเทิลส์” โดยมีที่มาที่ไปมาจากเมื่อช่วงของปลายยุคทศวรรษที่ 60 ในยุดสมัยนั้น บียาร์เรอัลอยู่ในระดับลีกภูมิภาค เตรียมย้ายขึ้นมาแท่นระดับดิวิชั่น 3 บาทหลวงรูปหนึ่ง เป็นผู้สนับสนุนสโมสรแห่งนี้ เขาคิดจะหาสิ่งเชื่อมโยงระหว่างสโมสรกับกลุ่มที่ให้การส่งเสริมสโมสรเข้าด้วยกัน บาทหลวงรูป ได้เปิดเพลง Yellow Submarine เดอะบีเทิลส์ ในเกมการแข่งที่ทางสโมสรเรือดำน้ำเหลืองพบกับหงส์แดงพอดี ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีกำเนิดในเมืองลิเวอร์พูลเสียด้วย ซึ่งสีเหลืองก็เป็นสีเดียวกันกับชุดนักเตะประจำสโมสร ทำให้กลายเป็นชื่อฉายาของทีมมาจนถึงยุคสมัยนี้

ฉายาประจำสโมสร : เรือดำน้ำสีเหลือง

สนามในฐานะทีมเหย้า : เอล มาดริกัล

ผู้จัดการทีมฤดูกาลล่าสุด (2017-2018) : Javier Calleja

สโมสรฟุตบอล บียาร์เรอัล