มาร์แซย์ (Marseille)

Marseille

โอลิมปิก เดอ มาร์แซย์ หรือ มาร์แซย์ ชื่เต็มในภาษาฝรั่งเศสคือ Olympique de Marseille ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 1892 แต่ก็ต้องรอจนถึงปี 1899 ก่อนที่สโมสรจะริเริ่มเพิ่มกีฬาชนิดใหม่อย่างฟุตบอลเข้าไปให้สมาชิกเล่นกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง และเมื่อถึงช่วงปี 1929 ที่ฟุตบอลของลีกฝรั่งเศษได้รับการปฎิวัติอย่างทั่วถึง เพื่อให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น มาร์แซย์ก็ได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย เพราะว่าพวกเค้าได้คว้าแชมป์ลีกเอิงทันทีเป็นครั้งแรกของการเล่นในลีกสูงสุด ตามด้วยการคว้าแชมป์บอลถ้วยอย่าง คูป เดอ ฟรองซ์ อีก 3 สมัย ระหว่างช่วงปี 1935 ถึง 1948

แต่มาร์แซย์เดินทางมาถึงช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าครอบครองลีกอย่างเบ็ดเสร็จ ในช่วงยุค ทศวรรษ 60 ตอนที่ได้แต่งตั้งชายที่ชื่อ มาร์กแซลล์ เลอคลอค ขึ้นเป็นประธานสโมสร และชายที่มีพื้นฐานเป็นสุดยอดนักธุรกิจคนนี้เองแหละ ที่นำความทะเยอทยานมาสู่สโมสร เมื่อใช้แนวคิดเชิงบริหารและการลงทุนแบบไม่เกรงกลัวใคร กล้าทุ่มกล้าได้กล้าเสียมาใช้กับสโมสรอยู่ประจำ ดังเห็นได้จากการซื้อนักเตะที่ทุ่มให้กับตัวราคาแพงและฝีเท้าระดับบิ๊กเนมเท่านั้น และการทำทีมเช่นนี้ที่ทำให้มาร์แซย์มีความแข็งแกร่งกว่าทีมอื่นๆในลีกมาก จนสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในฝรั่งเศษ พวกเค้าสามารถคว้าแชมป์ ลีกเอิง ฝรั่งเศส 2 สมัย และบอลถ้วย 2 สมัยในยุคนั้น ก่อนที่เลอครอคจะลาออกไปเพราะมีความขัดแย้งกับบอร์ดบริหารในปี 1972 เนื่องจากเป็นคนหัวแข็งไม่ฟังใคร และยังขู่ว่าจะถอนทีมออกจากลีกอาชีพของฝรั่งเศสด้วย เพียงเพราะว่าสมาพันธ์ไม่ยอมรับนักเตะต่างชาติ ที่เค้าต้องการจะซื้อและให้เป็นโควต้าของแต่ละทีมในลีกตอนนั้น

แต่ก็เพราะว่าเค้าเอง ส่วนตัวต้องการจะได้ตัวนักเตะฮังการีเพิ่มอีกคนด้วย ทั้งๆที่ในทีมมีสตาร์ต่างชาติเต็มโควต้า 2 คนต่อทีมอยู่แล้ว พอเป็นเช่นนั้น สโมสรก็เลยเอาเป็นว่าไล่เลอครอคออกแทนซะเลย แทนที่จะช่วยผลักดันแนวคิดนั้นต่อ เป็นอันสิ้นสุดการร่วมมือกันในที่สุด อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าตกใจทีเดียว เมื่อการลาออกของประธานสโมสรคนนี้ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำของ Marseille เช่นกัน เพราะว่าสโมสรเล่นยังไงก็ไม่ได้แชมป์เลย นอกเหนือจากบอลถ้วยครั้งเดียว ตลอด 17 ปีต่อเนื่องหลังจากนั้น และก็แย่สุดตอนที่ตกชั้นไปเล่นลีก 2 ในปี 1976 จนต้องเรียกใช้ตัวนักเตะอายุน้อยๆจากท้องถิ่นเวลาแข่งแทน

สโมสรสามารถกลับเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้งได้ในช่วงปี 1989 – 1992 เมื่อ เรย์มง เกอทาร์ล เข้ามารับหน้าที่คุมทีม และสามารถคว้าแชมป์บอลฝรั่งเศษไปได้ถึง 4 สมัยซ้อน และยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อพวกเค้า สามารถคว้าแชมป์ บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ถ้วยใหญ่ของยุโรปได้ ในปี 1993 จากการเอาชนะ ยักษ์ใหญ่อย่าง เอซี มิลาน ไปได้ อย่างตะลึงคนทั้งโลกด้วยประตูเดียวที่สนามโอลิมปิค เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน และชุดนั้นก็มี ดิดิเย์ เดอชองซ์ เป็นห้องเครื่อง โดยที่มีนายประตูอย่าง ฟาเบียน บาร์เตซ เป็นกัปตัน ที่จริงแล้ว มาร์แซย์ เป็นสโมสรที่มีแฟนบอลเยอะมาก มีฐานคนเชียร์ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของสโมสรฝรั่งเศษ เนื่องจากสนามเหย้าของทีม มีขนาดใหญ่ที่จุได้ถึง 67,000 คน ในสนามที่ชื่อ สตาด เวลโลโดรม ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมือง และจำนวนผู้เข้าชมเกมลีกในแต่ละนัดที่บ้านของ มาร์แซย์ ก็เฉลี่ยแล้วมีจำนวนมากติดตลอดกาลของลีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2008-2009 มาร์แซย์ มีตัวเลขแฟนบอลเข้าชมเกมทีมเหย้าตลอดปีเฉลี่ยถึงห้าหมื่นกว่าคนทีเดียว แค่นั้นไม่พอ หลังปี 2011 ที่สนามได้รับการรีโรเวทก็ทำให้จุแฟนบอลได้มากขึ้นๆ จนกระทั่งปี 2016 พวกเค้าถึงกับติดอันดับที่ 16 ของยอดรายได้มากที่สุดจากการเข้าชมเกม ถึง 135 ล้านยูโร ตลอดทั้งปี

พอมาถึงปี 2016 นักธุรกิจชาวอเมริกัน ชื่อ แฟรงค์ แมคคอร์ท ได้ซื้อสโมสรแห่งนี้ไปและได้แต่งตั้งให้นักธุรกิจชาวฝรั่งเศษ คือนาย จาร์เค้ อองรี เออโร เป็นประธานสโมสรและ ให้ รูดี้ การ์เซีย เข้ามารับหน้าทีผู้จัดการคุมทีม โดยรวมแล้วใช้เวลาส่วนมากเล่นบนลีกสูงสุดของฝรั่งเศส และโดยสรุป ได้แชมป์ลีกอย่างเป็นทางการถึง 10 สมัย และบอลถ้วยฝรั่งเศสถึง 10 ถ้วย ถ้วยเล็กอีก 3 ครั้ง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก 1 สมัย ถือได้ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาร์แซย์ เป็นทีมขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของฝรั่งเศษ และยังถือว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของฝรั่งเศษ

นักเตะยอดสตาร์ที่สโมสรปั้นขึ้นมาจนโด่งดัง Olympique de Marseille ได้ชื่อว่าสร้างนักเตะชั้นดีระดับโลกมากมายให้กับวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น ดิดิเย่ร์ ดรอกบ้า หรือ โรแบร์ ปิแรส แต่ว่าหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่ แจ้งเกิดเรียกได้ว่าโตมากับมาร์แซย์ ก็คงหนีไม่พ้น แฟรงค์ ริเบรี่ หรือฉายา นักเตะหน้าบาก ดาวเด่นของ บาเยิร์น มิวนิค ที่แฟนบอลทุกวันนี้รู้จักดี ว่ากันตามประวัติของเค้าแล้ว ริเบรี่ เริ่มเล่นฟุตบอลได้ดีจริงจัง มีชื่อบ้างที่สโมสรเม็ตซ์ในฝรั่งเศส และก็โดนสโมสรจากประเทศอื่นอย่าง กาลาตาซาราย แห่งตุรกี มาซื้อตัวไปในราคาไม่แพงแค่ 2 ล้านเท่านั้นเอง แต่หลังจากนั้น ก็มีเรื่องค่อนข้างวุ่นวายยกใหญ่ เพราะว่าไม่นานหลังจาก ริเบรี่ก็ฟ้องร้องกับสมาพันธ์ฟีฟ่า ว่ากาลาตาซารายไม่ยอมจ่ายค่าจ้างเขา จนมีเรื่องฟ้องร้องและทะเลาะกันมากมาย เพราะว่าริเบรี่ต้องการให้มีการยกเลิกสัญญาของเค้ากับสโมสรตุรกี จนเมื่อมีการเข้ามาสอบสวน ไตร่ตรองหลักฐาน ก็พบว่าประธานสโมสร และเอเย่นต์ของเขาได้ขู่และพยายามจะทำร้ายร่างกายของเค้ากับไม้เบสบอลด้วย ในที่สุดฟีฟ่า ก็ลงความเห็นจากการพิจารณาคดี ให้ ริเบรี่เป็นฝ่ายชนะ จนทำให้สัญญาของเค้าถูกยกเลิก จนได้โอกาสหวนกลับไปเล่นให้กับลีกบ้านเกิดในประเทศฝรั่งเศสอีกครั้ง เมื่อเซ็นสัญญากับ มาร์แซย์ ด้วยระยะเวลา 5 ปี

ในสโมสรมาร์แซย์ ยอดนักเตะรายนี้ได้รับการต้อนรับอย่างดีทันที และได้สวมเสื้อหมายเลข 7 ที่เค้าชื่นชอบ ในปี 2005-2006 และก็เริ่มต้นสตาร์ทได้อย่างสวยงามเมื่อยิงประตูหลายๆเกม จากตำแหน่งปีก และหลายลูกก็เป็นลูกตัดสินเกมอีกด้วย ไม่เพียงแค่นั้น เค้ายังเคยยิงจากระยะไกลถึง 35 หลาใส่ทีม น็องต์ อย่างสวยงามจนแฟนบอลโหวตให้ประตูของเค้าเป็นลูกสวยงามยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลทีเดียว ยังได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีของฝรั่งเศสอีกด้วย ลักษณะสไตล์การเล่นของเค้านั้น โดดเด่นมาก แม้ว่าจะเป็นมีร่างเล็กตัวไม่ใหญ่มาก แต่ทว่าเค้ามีความเร็วจัด สามารถเลี้ยงบอลได้ติดเท้า และยังสามารถสลับไปเล่นได้ทั้งฟากซ้ายและขวา

การยิงประตูนั้นแม่นยำมาก มักจะเปิดบอลจากด้านข้างให้เพื่อนได้โหม่งประตูบ่อยๆ ที่จริงการเล่นของเขาร้อนแรงมากจนมีหลายทีมพากันแย่งตัวหลังปี 2009 เช่น ไอ้ปืนโต อาร์เซน่อล จากอังกฤษ และในที่สุดก็เป็น ยักษ์ใหญ่อย่าง เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ที่ได้ตัวเค้าไปสืบสานตำนานการเล่นที่ยอดเยี่ยม จนเขาสามารถคว้าแชมป์ที่เยอรมันมากมาย กลายเป็นหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมชาวฝรั่งเศษ ไฮไลท์ที่สุดคือการได้รางวัลนักบอลยอดเยี่ยมของฝรั่งเศสเป็นสมัยแรก แทนที่อองรีเจ้าของรางวัลเดิมที่ครองมายาวนานถึง 4 ปี สโมสรฟุตบอลมาร์แซย์ มีตราสโมสร ที่เขียนเป็นตัวหนังสือ ตัวเอ็ม ตรงกลางสีฟ้า ตามสีของสโมสรเอง และคำขวัญด้านล่างที่เขียนว่า “Droit au but” มาร์แซย์เลือกใช้คำว่า เข้าประตูไปเลย ทำให้มีสีสันไปอีกแบบ เชื่อมโยงมาตั้งแต่สมัยยังเล่นรักบี้เป็นกีฬาหลักก่อนฟุตบอลอีก แน่นอนว่า ตัวหนังสือสีทองที่ใช้นั้นก็เป็นสีที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของมาร์แซย์ได้เป็นอย่างดี

ฉายาสโมสร : Les Phocéens

สนามประจำทีม : สตาด เวลออดรอม (Stade Vélodrome)

กุนซือทีมคนปัจจุบัน (ปี 2018) : รูดี้ การ์เซีย

Franck Ribery Marseille