ศูนย์หน้าผู้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มาร์คัส แรชฟอร์ด [Marcus Rashford]

ศูนย์หน้าผู้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มาร์คัส แรชฟอร์ด

วันนี้เราจะมาพูดถึงกองหน้าที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ณ ปัจจุบันนี้ก็ถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้เข้ามามีบทบาทในผู้เล่นชุดใหญ่ให้กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเวลาที่ผ่านมามาร์คัส แรชฟอร์ดได้ร่วมลงแข่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มามากกว่า 150 นัด เคยไปเตะแข่งขันทั้งในรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือฟุตบอลยูโรในปี 2016 และฟุตบอลโลกปี 2018 ในนามของทีมชาติอังกฤษ รวมถึงยังคว้าชัยชนะในศึกเอฟเอคัพ ถ้วยรองในลีกคัพ และยูโรป้าลีก ให้แก่ทีมผีแดงอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันแรชฟอร์ด ก็ยังเป็นคีย์แมนสำคัญในเกมบุกให้แก่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าแรชฟอร์ดนั้นมีความสุขและเป็นที่ยอมรับกันอย่างไร้ข้อกังขา ซึ่งเราจะมาวิเคราะห์กันถึงบทบาทของมาร์คัส แรชฟอร์ด ในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงศักยภาพและสถิติทั้งหลายเบื้องหลังพัฒนาการของมาร์คัส แรชฟอร์ด

บทบาทของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

มาร์คัส แรชฟอร์ด เพิ่งจะได้รับโอกาสให้ขึ้นมาเป็นศูนย์หน้า

มาร์คัส แรชฟอร์ด เพิ่งจะได้รับโอกาสให้ขึ้นมาเป็นศูนย์หน้าและคงตำแหน่งไว้ในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากที่ผู้จัดการทีม หลุยส์ ฟาน กัล ได้เข้ามาคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามต่อมาในช่วงที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมมาเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ มาร์คัส แรชฟอร์ดกลับถูกผลักให้ออกจากตำแหน่งศูนย์หน้าและแทนที่ด้วยนักเตะรุ่นใหญ่กว่าอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ โรเมลู ลูกากู ซึ่งสำหรับมูรินโญ่แล้ว มาร์คัส แรชฟอร์ดถือว่าไม่ใช่ศูนย์หน้าในทีมที่นายใหญ่ชาวโปรตุเกสต้องการ ต่อมาปัจจุบันในสมัยของผู้จัดการทีม โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ร์ ก็ได้ให้มาร์คัส แรชฟอร์ด เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวหลักทันที ประกบคู่ด้วย เจสซี่่ ลินการ์ด ในตำแหน่งกองหน้าฝั่งขวาและ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ในตำแหน่งกองหน้าฝั่งซ้าย ซึ่งทั้ง 3 คนนี้ได้ทำให้บรรดาแฟนคลับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกตื่นเต้นมากในเวลาต่อมาและยังนำผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาให้กับทีมในสมัยของโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ อีกด้วย

การเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด

สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับตัวมาร์คัส แรชฟอร์ด ตอนที่ลงเล่นเป็นศูนย์หน้านั่นก็คือการเคลื่อนที่อันสุดยอดของเขา การก้าวย่างของเขานั้นสมบูรณ์แบบอย่างเห็นได้ชัด แต่การเคลื่อนไหวทั่วๆไปของเขาก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ซึ่งมาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นได้พัฒนาการรูปแบบเคลื่อนที่ของเขาได้ว่าต้องเคลื่อนตัวไปทางไหนอย่างไร และให้ความสำคัญกับตรงไหนเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในเกมบุกที่หวังจะเอาประตูชัย ซึ่งหลายๆเกมที่ผ่านมาส่วนใหญ่เราจะเห็นได้ว่ามาร์คัส แรชฟอร์ด จะชอบวิ่งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งฝั่งซ้ายหน้าประตู ซึ่งไม่แปลกใจเลยเพราะนั่นเป็นตำแหน่งที่เขาจะใช้เท้าขวาที่ถนัดจัดการทำประตูได้อยู่เสมอ เขามักจะวิ่งเข้าไปฝั่งซ้ายและหาช่องให้เพื่อนร่วมทีมจ่ายบอลมาต่อจากนั้นก็จะทำการพลิกหลบกองหลังด้วยความสามารถเฉพาะตัวปิดท้ายด้วยการสำเร็จโทษยิงด้วยเท้าขวาพุ่งตรงเข้าไปที่มุมเสาสอง ซึ่งเป็นการยิงประตูที่มีคุณภาพมากสำหรับมาร์คัส แรชฟอร์ด

การเคลื่อนที่ของมาร์คัส แรชฟอร์ดในพื้นที่ส่วนนี้จะสร้างปัญหาให้กับคู่ต่อสู้ในตำแหน่งกองหลัง ที่ต้องมาเจอกับการบุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแบบนี้ ทำให้พื้นที่ส่วนนั้นโล่งไปและเปิดโอกาสให้ผีแดงได้ทำประตู ซึ่งต่างกับกองหน้าอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช และโรเมลู ลูกากู ที่พวกเขาจะยืนรอในตำแหน่งตรงกลางและรอบอลจากเพื่อนร่วมทีมเพื่อยิงประตูตรงๆแทน การเคลื่อนตัวของมาร์คัส แรชฟอร์ด จะทิ้งระยะห่างให้กับกองหลังของคู่ต่อสู้และสร้างความสับสนให้แก่กองหลัง พร้อมกับเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นได้วิ่งเข้ามาในตำแหน่งที่อื่นบริเวณหน้าประตู ช่วยเพิ่มตำแหน่งการบุกให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเราจะเห็นอยู่บ่อยๆที่มาร์คัส แรชฟอร์ดดึงความสนใจของกองหลังหลายคนและเปิดช่องให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง เจสซี่่ ลินการ์ด หรือแม้แต่ อันเดร์ เอร์เรรา ได้วิ่งเข้าไปหาช่องในตำแหน่งแทนที่กองหลังที่กำลังสนใจอยู่กับมาร์คัส แรชฟอร์ด

การเคลื่อนที่ของมาร์คัส แรชฟอร์ด

นอกจากนั้นมาร์คัส แรชฟอร์ดยังมีเทคนิคการวิ่งเข้ารับบอลระยะไกลโดยวิ่งไปข้างหน้าผ่านแนวปีกขวาอีกด้วย โดยให้ แอชลีย์ ยัง ส่งบอลไกลมาให้ นั่นทำแรชฟอร์ดคาดเดาได้ยากสำหรับแนวรับ ซึ่งทิ้งระยะห่างแก่กองหลังแนวรับต่อด้วยคลึงบอลหลบกองหลังคนอื่นๆ ก่อนที่จะให้ พอล ป็อกบา ได้วิ่งเข้าเสริมในบริเวณแนวหน้า ที่เป็นระยะหวังผลในการทำประตู มาร์คัส แรชฟอร์ดยังแสดงการชำเลืองมองเพื่อนร่วมทีมให้รับรู้ตำแหน่งที่เขาจะวิ่งไปได้ในเขตทำประตู ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ชัดเจนมากในการทำประตูตอนทำศึกกับทีมสโมสรบอร์นมัธ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าจังหวะที่ อองโตนี่ มาร์กซิยาล กำลังครองบอลอยู่ทางด้านขวา มาร์คัสแรชฟอร์ดได้ทำการวิ่งเดี่ยวตัดแนวรับของบอร์นมัธไปทางซ้าย ขณะที่กองหลังกำลังมุ่งสนใจอยู่กับ พอล ป็อกบาบริเวณหน้าประตู มาร์กซิยาลเห็นแล้วจึงเปิดบอลผ่านไปให้แรชฟอร์ดในบริเวณนั้นล่วงหน้าและมาร์คัส แรชฟอร์ดก็ทำประตูได้ในทันที อีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นพัฒนาการของแรชฟอร์ดคือเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพบกับทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งจะเห็นการเคลื่อนที่ของแรชฟอร์ดเพื่อหาช่องว่างรับบอลของโรเมลู ลูกากู โดยที่มีการคำนึงถึงลูกากูในการส่งผ่านบอล มีการหาพื้นที่เพื่อให้การส่งบอลเป็นไปได้ง่ายและมีโอกาสมากกว่า จะเห็นการตัดสินใจของแรชฟอร์ดที่ไม่เข้าไปรับบอลจากลูกากู ทั้งๆที่ตัวเองอยู่ใกล้บอลที่สุด แต่มีการวิ่งตัดเข้าหาทางลูกากู โดยเป็นการลากผู้เล่นกองหลังฝั่งตรงข้ามให้ทิ้งพื้นที่ตรงกลางไว้ และเปิดโอกาสให้ อเล็กซิส ซานเชส ผู้ซึ่งวิ่งตามมาติดๆในฝั่งซ้ายได้รับลูกจากลูกากูแทน และตัวเองค่อยหาช่องรับบอลจาก อเล็กซิส ซานเชส อีกต่อหนึ่งเพื่อทำประตู

ตำแหน่งการเคลื่อนที่ในสนามของมาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นถือเป็นปัญหาหนักมากสำหรับคู่ต่อสู้ถ้าทีมมีแผนการเล่นแบบเน้นแนวตั้งรับ ซึ่งในกรณีนี้ทีมสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สได้สัมผัสมาแล้วเมื่อตอนที่เจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งทีมไก่เดือยทองมีแนวตั้งรับสูงและวางตำแหน่งกองหลังอย่างหนาแน่นแต่ก็เป็นทางทีมปีศาจแดงที่บุกไปคว้าชัยชนะที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งในเกมส์นั้น พอล ป็อกบา ได้เปิดบอลยาวตั้งแต่ฝั่งตัวเองส่งข้ามไปทางด้านหลังของแนวรับอย่าง แยน แฟร์ต็องเก้น ใกล้ๆกับมาร์คัส แรชฟอร์ด โดยแรชฟอร์ดได้วิ่งเร่งตำแหน่งไปในระหว่างกลางของแยน แฟร์ต็องเก้นและแบ็คซ้ายอย่าง เบน เดวี่ส์ แรชฟอร์ดได้ใช้ความเร็วเฉพาะตัวแล้ววิ่งผ่านแนวรับชาวเบลเยียม เข้าตำแหน่งที่ต้องการแล้วทำประตูชัยไปได้ด้วยลูกยิงเลียบอย่างง่ายดาย การเคลื่อนที่ของมาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นถือว่าเป็นสุดยอดมากในอนาคตเพราะมีท่าทีว่าแรชฟอร์ดจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในทุกๆแมทช์การแข่งขันที่เขาได้ลงเล่น ซึ่งประกอบกับการควบคุมการเล่นของโค้ชและผู้จัดการทีมที่มีความมั่นใจในมาร์คัส แรชฟอร์ด ก็เป็นส่วนที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้

การเล่นต่อบอลที่ยอดเยี่ยม

ในอีกแง่มุมที่สำคัญที่ทำให้มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้คู่ควรกับตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9 อย่างยิ่งก็คือการต่อบอลที่ยอดเยี่ยมของเขาเอง ซึ่งตัวมาร์คัส แรชฟอร์ดแทบจะดูเหมือนกับว่ามีความสามารถติดต่อทางจิตกันได้และเข้าใจกันอย่างดีกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง เจสซี่่ ลินการ์ด และยังมีการต่อบอลที่เหนือชั้นกับทั้งพอล ป็อกบา และอองโตนี่ มาร์กซิยาล อีกด้วย ซึ่งทั้ง 4 คนนี้ถือว่าทำได้อย่างเยี่ยมยอดมากในสมัยที่โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ คุมทีม เราลองมาดูบางตัวอย่างที่มาร์คัส แรชฟอร์ดได้เฉิดฉายกัน

เมื่อตอนนัดที่พบกับสโมสรคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ได้มีตอนที่มาร์คัส แรชฟอร์ดส่งผ่านบอลให้กับเจสซี่ ลินการ์ด หลังจากที่ได้รับบอลมาจากพอล ป็อกบา ซึ่งทันทีที่มาร์คัส แรชฟอร์ดได้ส่งผ่านบอลไปแล้ว เขาก็รีบวิ่งเข้าไปในบริเวณด้านหลังของแนวรับ โดยเขาจงใจที่จะดึงความสนใจจากแนวรับนั้นเพื่อเล่นเกมกดดัน ซึ่งการเล่นทีมแบบนี้ที่มีทั้งความเฉียบคม การส่งผ่านบอลเร็วและตามมาด้วยการวิ่งที่กดดันนั้นล้วนเป็นคีย์สำคัญสำหรับเกมบุกของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกตัวอย่างหนึ่งของนัดที่พบกับสโมสรคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้นั้น อีกครั้งที่มาร์คัส แรชฟอร์ดได้ถอยลงมาลึกเพื่อรับบอลซึ่งจะสังเกตได้ว่ากองหลังของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้ทิ้งตำแหน่งของตัวเองเพื่อมาตามการวิ่งบุกอย่างกระทันหันของแรชฟอร์ดซึ่งทำให้ตำแหน่งหลังนั้นโล่งไปบริเวณหนึ่ง แล้วจังหวะนั้นมาร์คัส แรชฟอร์ดกลับส่งบอลผ่านอย่างเร็วไปที่ตัว ฟิล โจนส์ แทนเพื่อทำเกมบุกต่อ

หลังจากส่งบอลผ่านไปมาร์คัส แรชฟอร์ดก็เพิ่มเกมบุกต่อโดยพลิกตัวไปที่บริเวณด้านหลังของกองหลัง ซึ่งในจังหวะนี้เขาจะไม่ได้รับบอลส่ง แต่การส่งบอลที่รวดเร็วให้แก่ฟิล โจนส์นั้นทำให้เกมบุกมีอย่างต่อเนื่องและตัวแรชฟอร์ดเองก็ถือเป็นตัวกดดันทีมฝั่งตรงข้ามด้วยการวิ่งเข้าลึกอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ทำความสับสนวุ่นวายให้แก่แนวรับรวมถึงตำแหน่งตั้งรับของฝั่งตรงข้ามอีกด้วย จากตัวอย่างการต่อบอลของแรชฟอร์ดนั้นถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการใช้วิธีที่ต้องวิ่งด้วยความเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการใช้พลังงานที่มาก แต่นั่นกลับส่งผลลัพธ์ที่น่าพอใจตอบแทนมา ถือว่าคุ้มที่จะแลกด้วยความเหนื่อยล้า โดยในส่วนนี้ก็ไม่มีปัญหาถ้ามีการฝึกซ้อมที่เหมาะสมและมากพอ

การกดดันฝั่งตรงข้ามซึ่งใช้พลังงานสูง

ในขณะที่กระแสในการแข่งขันของพรีเมียร์ลีกนั้นมีการกดดันกันในระหว่างทีมที่จะต้องขึ้นเป็นอันดับต้นๆของตารางมีมากขึ้น แต่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของสมัยผู้จัดการทีม โชเซ มูรินโญ่ กลับมีอันดับที่ตกต่ำลง ซึ่งในขณะนั้นมาร์คัส แรชฟอร์ดกับตำแหน่งปีกของเขาจำเป็นจะต้องเล่นแบบมุ่งสนใจกับกองหลังอย่างเต็มที่และเน้นจ่าย ถ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมที่กลางสนาม พออยู่ในสมัยของผู้จัดการทีมโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ กลับมีการเล่นแบบเกมกดดันที่เพิ่มมากขึ้นที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะการเล่นของมาร์คัส แรชฟอร์ด ที่มีการเปลี่ยนตำแหน่ง โดยมีการเร่งพลังงานที่ใช้สูงขึ้นกับเกมกดดัน จะเห็นได้จากนัดที่พบกับทีมสโมสรเบิร์นลีย์ ขณะถูกนำอยู่ที่ 2-0 ซึ่งจะเห็นว่ามาร์คัส แรชฟอร์ดได้ใช้รูปแบบการเล่นกดดันอย่างเต็มรูปแบบ เขาวิ่งเข้าหาแนวรับฝั่งตรงข้ามขณะที่เขาครองบอล โดยถูกบีบจากแรชฟอร์ดจนต้องส่งบอลคืนกลับไปที่ผู้รักษาประตู เท่านั้นยังไม่พอมาร์คัส แรชฟอร์ดยังมีการวิ่งกดดันไปถึงผู้รักษาประตู ซึ่งถูกบีบจนต้องรีบส่งบอลยาวโดยที่ไม่มีเวลามองเพื่อนร่วมทีมและอ่านรูปเกมได้มากพอ ซึ่งนั่นทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้มีโอกาสกลับมาพลิกชนะได้จากการกดดันของมาร์คัส แรชฟอร์ด

ผลลัพธ์สถิติเบื้องหลังพัฒนาการของมาร์คัส แรชฟอร์ด

มาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นดูเหมือนจะมีความสุขมากอย่างชัดเจนในการได้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าให้แก่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในสมัยของโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นได้จากสถิติการเล่นของตัวเขาเอง ใน 6 นัดที่ผ่านมาในตำแหน่งกองหน้าของการแข่งขันพรีเมียร์ลีกของโซลชาร์ มาร์คัส แรชฟอร์ดได้มีโอกาสยิงมากถึง 31 ครั้ง เขายังได้โอกาสยิงอีก 5 ครั้งจากตำแหน่งผู้เล่นปีกจากนัดที่พบกับทีมสโมสรเบิร์นลีย์ ซึ่งถ้าจะให้เปรียบเทียบกัน แรชฟอร์ดใน 6 นัดล่าสุดในสมัยของผู้จัดการทีมโชเซ มูรินโญ่เขามีโอกาสยิงได้ทั้งหมดเพียง 10 ครั้งเท่านั้น โดยนั่นรวมถึง 6 ครั้งที่มีโอกาสยิงในนัดที่ได้พบกับทีมสโมสรฟูแล่มแล้วได้รับชัยชนะมา และเมื่อมาร์คัส แรชฟอร์ดได้เข้ามาเล่นในตำแหน่งกองหน้าสมัยของโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เขาได้ทำสถิติการยิงประตูได้อย่างดุเดือด โดยมีโอกาสยิงประตูในทุกๆ 19 นาทีโดยเฉลี่ย

มาร์คัส แรชฟอร์ดยังสามารถทำประตูได้ถึง 6 ใน 7 นัดกับตำแหน่งกองหน้

มาร์คัส แรชฟอร์ดยังสามารถทำประตูได้ถึง 6 ใน 7 นัดกับตำแหน่งกองหน้า และได้จัดการทำประตูทั้ง 4 นัดรวดติดกันในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตนักฟุตบอลอาชีพของแรชฟอร์ด โดยในฤดูกาลนี้แรชฟอร์ดได้ลงเล่นในสีเสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นฤดูกาลที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งในฤดูกาลนี้ที่ยังไม่จบฤดูกาล เขาก็ได้ทำลายสถิติทำประตูของตัวเองในพรีเมียร์ลีกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในฤดูกาลนี้เขาทำประตูไปแล้วทั้งสิ้น 9 ประตู ในขณะที่ฤดูกาลแรกและฤดูกาลที่ 2 ของเขา แรชฟอร์ดทำประตูได้ฤดูกาลละ 5 ลูก และในฤดูกาลที่สามก่อนหน้านี้เขาก็ทำไปทั้งสิ้น 7 ลูก ซึ่งในฤดูกาลนี้เราก็ได้เห็นการทำประตูของมาร์คัส แรชฟอร์ดเรียบร้อยแล้วในฐานะผู้เล่นหมายเลข 9 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในศึกพรีเมียร์ลีก สำหรับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าผู้ที่ยังไม่เคยมีปัญหาที่ต้องเข้ารับการรักษาเลย ทั้งการที่มีโอกาสยิงประตูที่มากขึ้นนั้นเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้แรชฟอร์ดได้ก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคตแน่นอน ซึ่งตัวผู้จัดการทีมโอเล กุนนาร์ โซลชาร์เองก็ได้มีการจัดการกับความสงบใจเย็นของมาร์คัส แรชฟอร์ดในการทำประตูทุกๆวัน เพื่อทำให้เขาได้ทำการปิดสกอร์ทำประตูได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในมุมองศาและสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น เพื่อการทำคะแนนในอนาคต ซึ่งนี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ รักในการร่วมงานกับมาร์คัส แรชฟอร์ด ผู้เล่นกองหน้าวัย 21 ปีคนนี้

“เขามีความสามารถในการก้าวเคลื่อนที่ที่น่ากลัว เขาจะแข็งแรงมากขึ้น ตอนนี้เขาสามารถครองบอลเพื่อพวกเราได้ เขาต่อบอลได้ดีและเขาเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม”

เราจะได้เห็นว่ามาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นถือได้ว่าเป็นผู้เล่นกองหน้าที่มีความสามารถเฉพาะตัวมาก ไม่มีกองหน้าคนไหนที่จะเหมือนกันเขา ในขณะที่ทีมสโมสรอื่นมีกองหน้าที่มีความสามารถต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ทีมสโมสรใหญ่จากลีกสเปน บาร์เซโลน่าที่มีนักเตะกองหน้าแบบครบเครื่องอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ หรือจะเป็นนักเตะที่เป็นศูนย์หน้าตัวเป้าที่เน้นทำประตูอย่าง เมาโร อิคาร์ดี้ ของอินเตอร์ มิลาน หรือกระทั่งนักเตะความเร็วสูงอย่าง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ของทีมปืนใหญ่ ซึ่งตัวมาร์คัส แรชฟอร์ดเองนั้นมีมุมมองหรือคุณลักษณะของทั้ง 3 คนข้างต้นเลย แต่รวมอยู่ในแบบเฉพาะตัวของตัวแรชฟอร์ดเอง เขาสามารถเล่นต่อบอลได้ เขาสามารถกดดันบอลจากฝั่งตรงข้ามได้ เขาสามารถทำประตูได้จากระยะไกล หรือกระทั่งเขาสามารถเลี้ยงบอลอ้อมได้กว้างและจัดการส่งผ่านบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ ซึ่งในส่วนที่มาร์คัส แรชฟอร์ดต้องการใช้อย่างมากเพื่อพัฒนาตัวเองก็คือการทำประตู ซึ่งเขาในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้านั้นมีโอกาสทำประตูได้น้อยมากถ้าเทียบกับอดีตกองหน้าดาวรุ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างรุด ฟาน นิสเตลรอย ซึ่งตอนที่กองหน้าชาวเนเธอร์แลนด์ยังเล่นอยู่นั้นได้สร้างการทำประตูมากถึง 25-30 ลูกในแต่ละฤดูกาล เราถึงได้มาพูดถึงเขากันในฐานะศูนย์หน้าระดับโลก ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่มาร์คัส แรชฟอร์ดเป็นในปัจจุบัน ศูนย์หน้าตัวเป้าในแบบเฉพาะตัวของเขาเอง