เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne)

Kevin De Bruyne

เมื่อมองถึงว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-2018 ( วันที่เขียนประวัตินี้ เดือน มีนาคม 2018 ซึ่งยังไม่จบฤดูกาล ) สโมสรยักษ์ใหญ่แห่ง เรือใบสีฟ้า กลับมาผงาดอีกครั้ง 1 ในนักเตะที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในครั้งนี้จนได้รับความกล่าวชมเชยจาก เปป กวาร์ดิโอล่า อยู่ตลอดเวลา คือ เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางหน้าจืดมากความสามารถ เป็นหัวใจสำคัญต่อการแข่งแทบทุกนัด ทั้งการยิงประตูด้วยตัวเอง หรือจะเป็นการทำแอสซิสส่งต่อให้เพื่อนเป็นคนซัดประตูคว้าชัยมาได้หลายเกมส์การแข่งขัน เขาได้เป็นนักเตะทีมชาติเบลเยี่ยมตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่า ฟุตบอลโลกกลางปี 2018 นี้คงได้เห็นฝีเท้าเขาในฐานะนักเตะทีมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์

พ่อหนุ่มหน้าจืด เควิน เดอ บรอยน์ ชื่อในภาษาดัตช์คือ Kevin De Bruyne เกิดในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1991 เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพฟุตบอลในช่วงวัยเพียง 6-7 ขวบเท่านั้น โดยสโมสรเยาวชน KVV Drongen ที่เมืองบ้านเกิด จนขยับมาร่วมเล่นที่ K.A.A. Gent ได้อยู่พักใหญ่ ก่อนจะย้ายมาที่ K.R.C. Genk ซึ่งเป็นสโมสรแหล่งสุดท้ายในเส้นทางเยาวชนของเขา และขยับมาเป็นตัวจริงในชุดหลักที่สโมสรเดิม Kevin De Bruyne ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่น่าจดจำด้วยการร่วมพาทีมความแชมป์รายการ Belgian Pro League ในฤดูกาล 2010-2011 จนผลงานเริ่มเข้าตาแมวมองหลายคน เควินถูกซื้อตัวมาเล่นยังรังของเชลซีในช่วงต้นปี 2012 ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ แต่น่าเสียดาย ที่เขากลับถูกเป็นได้แค่เพียงผู้เล่นสำรองเท่านั้น จนถูกย้ายมาร่วมเล่นให้ทีมแห่งกลุ่มฟุตบอลบุนเดสลีกายืมแทน “แวร์เดอร์ เบรเมน” เป็นทีมที่รับช่วงต่อมา

ในช่วงที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เข้ามาคุมทีมเชลซีปี 2013 เขาได้มองเห็นความสามารถของ เควิน เดอ บรอยน์ ที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการปล่อยให้ฝั่งบุนเดสลีกายืมตัวไปเล่น การไปของเควินได้สร้างผลงานไว้ไม่น้อย จนจ่ามูต้องให้เขากลับมาร่วมถ้ำสิงห์อีกครั้งหลังจาก ราฟาเอล เบนีเตซ ปลดประจำการจากตำแหน่งกุนซือไป จริงๆแล้วการเข้าร่วมมาเล่นในดินแดนพรีเมียร์ลีกอย่างเชลซี ถือเป็นความฝันของหนุ่มหน้าจืดรายนี้ไม่น้อย แต่น่าผิดหวังอีกครั้ง เมื่อเขากลับรังเดิมไม่นานก็เกิดอาการบาดเจ็บทำให้ออกฟอร์มได้ไม่สูงสุดดังที่อยากทำสักเท่าไหร่ ในที่สุดการซื้อขายนักเตะอีกรอบก็เกิดขึ้น โดยสโมสร โวล์ฟสบวร์ก แห่งโซนเยอรมันได้เข้ามาทำการขอซื้อในราคาค่าตัว 18 ล้านปอนด์ในต้นปี 2014

Kevin De Bruyne พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง โดยลงเล่นให้กับ VfL Wolfsburg ไปทั้งหมด 51 นัด ทำประตูไปได้ 13 ลูก นับว่าไม่น้อย ไม่รวมถึงจำนวนแอสซิสอีกมากมาย โดยการเข้ามาของหนุ่มหน้าจืด ได้พาสโมสร VfL Wolfsburg เข้าสู่การชิงถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่พ่ายให้กลับ เรอัล มาดริด เจ้าของฉายา ราชาชันขาวแห่งสเปน นอกจากนี้ยังสร้างผลงานในโวล์ฟสบวร์กติดเป็นรองจ่าฝูงของบุนเดสลีกาเยอรมันในฤดูกาล 2014-2015 อีกด้วย และแล้วความมุ่งมั่นตั้งใจก็ส่งผลอย่างแรงกล้า เมื่อ เรือใบสีฟ้าแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ได้ทำการซื้อตัวเขาด้วยสัญญา 6 ปี ในราคาค่าตัวสูงถึง 55 ล้านปอนด์ เป็นรองเพียง อังเคล ดิมาเรีย ที่ย้ายมาอยู่แมนยูในปี 2014 ด้วยค่าตัว 59.7 ล้านปอนด์ สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน ( 2017-2018 พรีเมียร์ลีก ) เควิน เดอ บรอยน์ ยังเป็นแกนหลักสำคัญที่พาเรือใบได้โลดแล่นแบบทิ้งช่วงห่างรองจ่าฝูงเกิน 10 คะแนน เขากลายเป็นอีก 1 ประวัติศาสตร์แห่งวงการลูกหนังที่คู่ควรต่อการจดจำชื่ออย่างแท้จริง

เกิดวันที่ : 28 มิถุนายน ค.ศ.1991

สังกัดสโมสรในปัจจุบัน (มีนาคม 2018) : แมนเชสเตอร์ ซิตี้