เนมันยา มาติช กลางรับร่างโย่ง ผู้บรรจงส่งบอลได้อย่างแม่นยำ

เนมันยา มาติช กลางรับร่างโย่ง ผู้บรรจงส่งบอลได้อย่างแม่นยำ

เนมันยา มาติช ( เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2531) เป็นนักฟุตบอลชาว เซอร์เบีย ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลาง สังกัดสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และรับใช้ให้ทีมชาติ เซอร์เบีย กลองกลางร่างโย่งรายนี้ เริ่มต้นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกและได้เปลี่ยนไปเล่นเป็นกองกลางตัวรับในสมัยย้ายมาเล่นให้กับ เบนฟิก้า ด้วยสไตล์การเล่นและความสามารถของ มาติช จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและถูกยกย่องให้เป็นกองกลางตัวรับที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของยุโรปเลยก็ว่าได้ มาติช เริ่มเล่นฟุตบอลที่ โคลูบาร่า ก่อนที่จะเข้าร่วมกับ โคเชตซ์ ของสโลวาเกียในปี พ.ศ. 2550 ต่อมา มาติช ได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร เชลซี ของรายการศึกลูกหนัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ในปี พ.ศ.2552 แต่ถูกจำกัดการลงเล่น มาติช ได้ใช้เวลาในการฝึกซ้อมที่สนามกีฬา สแตมฟอร์ดบริดจ์ ในช่วงฤดูกาลปี 2010-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาถูกสโมสรฟุตบอล วิสเทสส์ ยืมตัวมาร่วมทีมเป็นเวลาถึงหนึ่งฤดูกาล และในช่วงฤดูร้อนปี 2011 เขาได้ย้ายไปลงเล่นให้กับทีม เบนฟิก้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงเรื่องการแลกเปลี่ยนตัวนักเตะอย่าง ดาวิด หลุยส์

มาติช ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล ปี 2012–2013 และเขาได้กลับมาร่วมทีมกับ เชลซี อีกครั้งในเดือนมกราคม ปี 2014 ด้วยค่าตัว 21 ล้านปอนด์ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งของ PFA สำหรับฤดูกาลปี 2014–2015 ต่อมาในเดือนกรกฎาคมปี 2017 เขาได้กลับมาร่วมทีมอีกครั้งกับอดีตผู้จัดการทีมของ เชลซี อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจากที่เซ็นต์สัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปมาติชเป็นตัวแทนของประเทศ เซอร์เบีย ลงสนามแข่งขันในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี ต่อมาเขาลงสนามในระดับทีมชาติในปี 2008 และยังได้ลงสนามลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2018 อีกด้วย

เส้นทางสู่สโมสรอาชีพ

กองกลางชาวเซอร์เบียร์รายนี้เกิดที่ซาบัค สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย มาติช เริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุเพียง 5 ขวบโดยมี โค้ชซึ่งเป็นพ่อของเขาเอง มาติชเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพค้าแข้งกับทีมในประเทศบ้านเกิดอย่าง โคลูบาร่า ก่อนที่จะย้ายไปเซ็นต์สัญญากับ โคชิเซ่ สโมสรของ สโลวาเกีย ในปี 2007 ซึ่งในขณะนั้น มาติช ได้พักอาศัยอยู่ในสโลวาเกียและเขายังได้รับสัญชาติสโลวาเกียอีกด้วย

เนมานย่า มาติช สโมสร เชลซี

สโมสร เชลซี

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ปี 2009 มาติช ได้ตกลงเซ็นต์สัญญากับ สิงห์บลู ด้วยค่าตัวราวๆ 1.5 ล้านปอนด์ โดยสัญญามีอายุ 4 ปี เขาได้รับเสื้อหมายเลข 24 แต่ยังไม่สามารถลงสนามได้ในทันทีเนื่องจากอาการบาดเจ็บจากการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ในวันที่ 23 กันยายน ปี 2009 เขาลงสนามสำหรับการแข่งขันฟุตบอลในนัดที่ เชลซี พบกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ ในนัดนี้เชลซีเอาชนะมาได้ 1-0 ประตู ซึ่งมาติชไม่ได้เป็นผู้ทำประตู ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน มาติชเปิดตัวลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีกโดยถูกเปลี่ยนตัวมาแทน ฟลอรอง มาลูดา ในนาทีที่ 69 ซึ่งในนัดนี้ เชลซี ก็สามารถเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอส์ ไปได้อย่างขาดลอยถึง 4-0 ประตู และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ปี 2010 มาติช ก็ได้ย้ายสังกัดไปอยู่กับสโมสร วิเทสส์ ในลีกของ ฮอลแลนด์ โดยเป็นการถูกยืมตัวไปใช้งานเป็นเวลา 1 ปีพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง สโลโบดาน รายโควิชและ มาเตจ์ เดลัช

สโมสร เบนฟิก้า

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี 2011 มาติชถูกเชลซีขายให้กับสโมสรโปรตุเกสอย่าง เบนฟิก้า ในช่วงฤดูร้อนปี 2011 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเซ็นสัญญาเพื่อคว้าตัว ดาวิด หลุยส์ กองหลังชาวบราซิลเข้ามาในทีม ซึ่งในการร่วมทีมกับ เบนฟิก้า นั้น มาติช รับตำแหน่งเป็นผู้เล่นกองกลางตัวรับพร้อมกับการทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ต่อมาเมื่อในวันที่ 14 เมษายน ปี 2012 มาติช ได้เริ่มลงสนามให้กับ เบนฟิก้า จริงๆจังในศึก โปรตุเกส ลีกส์คัพ รอบชิงชนะเลิศซึ่งพบกับ กิล วิเซนเต้ และเขายังได้รับรางวัลครั้งแรกสำหรับการเข้าร่วมทีมกับ เบนฟิก้า ที่กรุงลิสบอนอีกด้วย 13 มกราคม ปี 2013 กองกลางรายยนี้ก็สามารถทำประตูแรกสำหรับการร่วมงานกับสโมสร เบนฟิก้า ได้สำเร็จส่งผลให้ทีมสามารถตีเสมอ ปอร์โต้ ไป 2-2 ประตู และในวันรุ่งขึ้น มาติช ก็ได้ขยายสัญญากับทางสังกัดไปถึงปี 2018 ในแมตช์ที่ เบนฟิก้า ปะทะกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในรอบแบ่งกลุ่มสองของ ยูฟ่า ยูโรป้าลีกส์ ผลปรากฎว่าเบนฟิก้าคว้าชัยชนะมาได้ 3-1 ประตู มาติช ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของการลงเล่นในศึก พรีไมร่า ลีกา ในปี 2012-2013 ซึ่งเบนฟิก้าต้องการคว้าแชมป์ในนัดแรกตั้งแต่ปี 2010 ในวันที่ 15 พฤษภาคม มาติชได้เผชิญหน้ากับสโมสรเก่าอย่างเชลซีในศึกยูโรป้าลีกส์รอบชิงชนะเลิศที่อัมสเตอร์ดัม แต่เบนฟิก้าได้พ่ายแพ้ไป 2-1 ประตู ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 2013 มาติชได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีไมร่า ลีกาและมาติชยังได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องถึง 3 ครั้งตลอดฤดูกาลอีกด้วย ในฤดูกาล ปี 2013-2014 มาติชลงสนามในครึ่งฤดูกาลด้วยการทำประตูได้ 3 ประตูในการแข่งขันทั้งสิ้น 22 นัด มาติชมีส่วนช่วยให้เบนฟิก้าคว้าชัยชนะได้จากศึกพรีไมร่า ลีกาและโปรตุเกส คัพ ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม ปี 2014 มาติชได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งของ ฟีฟ่า ปุสกัส อวอร์ด 2013

มาติช เชลซี

เชลซี(กลับมาร่วมทีมเชลซีอีกครั้ง)

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ปี 2014 มาติชดสินใจกลับมาค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้ง ด้วยค่าตัว 21 ล้านปอนด์ โดยการทำสัญญานานถึง 5 ปีครึ่ง เขาลงสนามในอีก 4 วันต่อมาโดยเปลี่ยนถูกตัวกับ วิลเลี่ยน บอร์เกส ดา ซิลวา ผลปรากฏว่า เชลซี เฉือนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาได้ 3-1 ประตู วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ในนัดประเดิมสนามของลีกส์ มาติช ลงเล่นในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในนัดชิงแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาได้รับการยกย่องให้เป็น แมน ออฟ เดอะแมทซ์ โดย สกายสปอร์ต หลังจากจบการแข่งขันที่สนาม แมนเชสเตอร์ สเตเดียม ด้วยการคว้าชัยชนะ 1-0 ประตูไปครอง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปี 2014 มาติชทำประตูแรกในศึกพรีเมียร์ลีก ในนัดที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ 6-3 ประตู อีกหนึ่งเดือนต่อมามาติชทำได้เพียงประตูเดียว แต่ เชลซี ก็เป็นฝ่ายชนะในการแข่งขันดารดวลกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนที่อดีตเจ้านายเก่าของเขาอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ จะดึงตัวเขามาเล่นกับ ปีศาจแดง ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ซึ่งเขาก็เล่นได้ดีจนคว้าตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครองเช่นกัน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 2015 มาติช ได้รับใบแดงในขณะลงแข่งขันในบ้านกับเบิร์นลีย์และผลปรากฏว่าเสมอ 1-1 ประตู มาติชถูกระงับการลงสนามถึงสองนัดรวมทั้งการแข่งขันลีกส์คัพรอบในสุดท้ายด้วย

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ปี 2015 มาติชได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในสี่ผู้เล่นกองกลางยอดเยี่ยมมแห่งปีของ PFA ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง เอแดน อาซาร์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน ปี 2015 มาติช ทำประตูแรกของฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2015–2016 โดยพบกับ เอฟเวอร์ตัน แต่ผลปรากฏว่า เชลซี กับพ่ายแพ้ไปถึง 3 ประตูต่อ 1 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2015 กลางรับชาวเซอร์เบียได้รับใบเหลืองถึง 2 ใบในการแข่งขันครึ่งแรกเป็นเหตุให้เมื่อจบเกมส์เขาทำให้ เชลซี พ่ายแพ้แก่ง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไป 2-1 ประตู ในวันที่ 22 เมษายน ปี 2017 สำหรับฤดูกาล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2016–2017 เขาลงสนามในฐานะกองกลางตัวรับในระบบ 3–4–3 และในปีนั้นรายการ เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เจ้าตัวก๋สามารถวัดประตูย้ำชัยให้เชลซีเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ไปด้วยสกอร์ 4-2 คว้าแชมป์รายการ เอฟเอ คัพ มาครอง ได้สำเร็จ ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2017สามารถยิงประตูแรกที่ สแตมฟอร์ดบริดจ์ ได้สำเร็จพาทีมเฉือนเอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรห์ ไปได้ 3-0 ประตู

เนมานย่า มาติช แมนฯยูไนเต็ด

สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2017 มีรูปถ่ายของ มาติช หลุดออกมาซึ่งเป็นรูปที่เขาสวมชุดของกองทัพ ปีศาจแดง หมายเลข 31 ที่เคยเป็นหมายเลขประจำเสื้อของ บาสเตียน ชไวน์ชไตเกอร์ นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกว่า มาติช กำลังจะได้พบกับอดีตผู้จัดการทีมอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้งในนาม ผจก.ทีม ด้วย ในวันรุ่งขึ้นต่อมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ประกาศทำข้อตกลงเซ็นสัญญากับทา เนมานย่า มาติช โดยระยะสัญญาเวลานานถึง 3 ปี หลังจากเซ็นต์สัญญาได้ 2 วัน เขาก็ลงสนามครั้งแรกในนัดกระชับมิตรกับ ซามโดเรีย หลังจากจบเกมส์ในวันนี้ แมนฯยู วสใสรถเฉือนเอาชนะมาได้ 2-1 ประตู ต่อมาในวันที่ 13 สิงหาคม ปี 2017 มาติช ลงสนามพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งในนัดนี้ แมนยู สามารถเอาชนะไปได้อย่างขาดลอยถึง 4-0 ประตูที่สนาม โอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งในนัดนี้เขาได้รับการยกย่องให้เป็น Man of the Match อีกครั้งหลังจบเกมและในวันที่ 5 มีนาคม ปี 2018 มาติช ทำประตูแรกให้กับสโมสรด้วยการยิงประตูในครึ่งหลังทำให้ แมนฯ ยู พลิกกลับมาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้ด้วยสกอร์ 3-2 ประตูระหว่างการแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลปี 2018–2019 มาติชทำประตูแรกของฤดูกาลและถือเป็นครั้งที่ 2 สำหรับ ปีศาจแดง โดยเฉือนเอาชนะ ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ ไป 3-1 ประตู

รับใช้ทีมชาติ

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี 2008 เขาลงสนามในนามทีมชาติ เซอร์เบีย รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี โดยในนัดนี้ เซอร์เบีย จะต้องพบกับ ทีมชาติเดนมาร์ก หลังจากการแข่งขันใน 3 นัด เขาสามารถทำประตูไปได้ 2 ลูกให้กับเซอร์เบียรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 2008 มาติช ถูกเรียกตัวให้เข้าร่วมกับทีมชาติเซอร์เบียรุ่นใหญ่และเปิดตัวลงสนามในนัดกระชับมิตรกับทางทีมชาติ โปแลนด์ ผลปรากฏว่า เซอร์เบีย พ่ายแพ้ไป 1-0 ประตู มาติชลงสนามในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี การแข่งขันนัดแรกกับ อิตาลี เขาลงสนามไปได้ 85 นาทีหลังจากจบเกมส์ผลปรากฏว่าเสมอ 0-0 ประตู มาติชได้รับบาดเจ็บที่เท้าขวาซึ่งทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัด ในเดือนธันวาคม ปี 2012 มาติชประกาศว่าจะไม่ลงเล่นให้กับทีมชาติเซอร์เบียในขณะที่ ซีนีชา มิไฮโลวิช เป็นโค้ชอยู่เนื่องจาก มาติช รู้สึกว่าเขาไม่ได้รับโอกาสเท่าที่ควรจากโค้ช และเมื่อวันที่ 6 กันยายน ปี 2013 มาติชกลับมาเล่นให้กับทีมชาติเซอร์เบียในนาทีที่ 75 ของการแข่งขันรอบคัดเลือกในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่พบกับโครเอเชีย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ปี 2015 มาติชทำประตูแรกในการแข่งขันยูฟ่ายูโร 2016 รอบคัดเลือกกับโปรตุเกสที่สนามอิชตาดีอูดาลุช แต่ก็พ่ายแพ้ไป 2-1 ประตู ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ทีมชาติเซอร์เบียพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามด้วยสกอร์เดียวกันกับนัดก่อนหน้านี้ที่ปาร์ติซาน สเตเดียม และในเดือนมิถุนายน ปี 2018 มาติชลงเล่นฟุตบอลในนามทีมชาติเซอร์เบียในศึกฟุตบอลโลก 2018 โดยลงเล่นในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 3 นัด

มาติช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

รูปแบบการสไตล์การเล่น

มาติช เป็นนักเตะกองกลางตัวรับ เขามักจะยิงประตูด้วยเท้าซ้าย มาติชถือได้ว่าเป็นมิดฟิลด์สมัยใหม่อย่างที่ว่ามา กล่าวคือนอกจากเชิงรับจะดีมากแล้ว ในเรื่องของทางบอล ยืนตำแหน่งและแย่งบอลก็ถือได้ว่าทำได้ไม่ขาดตกบกพร่องเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าในตัวของมาติชมีคุณลักษะพิเศษที่มิดฟิลด์ตัวรับหลาย ๆ คนไม่มี นั่นคือ การไปกับบอลพร้อมทั้งสามารถสร้างเกมส์รุกได้ด้วยตัวเอง ยิ่งเป็นเรื่องของจังหวะเอาตัวรอดในพื้นที่แคบ ๆ หรือโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามบีบ มาติชสามารถใช้สรีระ เทคนิค และการเลี้ยงบอลแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีมาก ไม่เพียงแค่นั้นการออกบอลของมาติชก็แทบจะคล้ายกับพวกตัวรุกทั้งหลายที่ออกบอลให้เพื่อนได้เปรียบ จนบางครั้งมันก็เหมือนกับเป็นคีย์พาสได้เลยในหลาย ๆ จังหวะ รวมไปถึงมาติชไม่ใช่แค่เป็นนักเตะที่แย่งบอลแล้วก็จ่ายให้เพื่อนเท่านั้น แต่เจ้าตัวยังสามารถสร้างเกมส์รุกจากตัวเองได้ด้วย ทั้งเลี้ยงลูกขึ้นไปหรือการวิ่งหาพื้นที่ว่างแทบจะไปทั่วทั้งสนาม นั่นก็คือจุดเด่นมาก ๆ ในตัวมาติชที่ดูจะเหนือกว่ามิดฟิลด์ตัวรับทั่ว ๆ ไป ก่อนที่มาติชจะเข้าร่วมทีมกับ แมนเชส เตอร์ยูไนเต็ด นั้น เขามีอัตราการประสบความสำเร็จสูงถึง 75% ในการลงสนามของพรีเมียร์ลีก 123 นัด ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเอ็นโกโล ก็องเต, อันเดร์ เอร์เรร่า, เฟร์นันดู ลุยซ์ โรซาและจอร์แดนเฮนเดอร์สัน

ประวัติส่วนตัว

มาติช มีพี่ชายชื่อว่า อูรอส มาติชซึ่งเป็นนักฟุตบอลอาชีพเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลโคเปนเฮเก้น ของเดนมาร์ก ซูเปอร์ลีก้า มาติชมีเชื้อสายมาซิโดเนียบางส่วนจากปู่ของเขาซึ่งมาจากวอลคอวิจา มาติชชื่นชอบรอย คีนอดีตกองกลางแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมาตั้งแต่ตอนยังเด็ก เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 2018 ในเกมส์พรีเมียร์ลีกกับเอเอฟซี บอร์นมัธ มาติชไม่ได้ติดดอกป๊อปปี้บนเสื้อแข่งเพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากนั้นเขาได้โพสต์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัวของเขาว่าเป็นเพราะองค์การนาโต้ปฏิบัติการทางทหารทิ้งระเบิดใส่ยูโกสลาเวียในช่วงสงครามโคโซโวในปี 1999 ส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านวเรโล ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา มันเป็นเครื่องเตือนใจถึงการถูกโจมตีที่มาติชรู้สึกมาตั้งแต่เด็ก และมาติชไม่ได้ต้องการดูแคลนดอกป็อปปี้ เพราะมันคือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของสหราชอาณาจักรหรือล่วงเกินความรู้สึกของใคร แต่เราทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมาไม่เหมือนกัน นี่จึงเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลซึ่งมาติชหวังว่าทุกคนจะเข้าใจเหตุผลของเขาที่อธิบายมา และเขาจะได้มีสมาธิในเกมส์ที่รออยู่ข้างหน้าด้วย