เลเวอร์คูเซ่น (Bayer 04 Leverkusen)

Bayer 04 Leverkusen

“ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซ่น” หรือสโมสรที่เรียกกันสั้นๆว่า ไบเออร์ แต่บ้านเรามักเรียกว่า เลเวอร์คูเซ่น กันมากกว่า เป็นสโมสรเก่าแก่ที่มีการก่อตั้งขึ้นในปี 1904 หรือกว่า 113 ปีมาแล้วในเมืองขนาดใหญ่ของเยอรมันที่ชื่อเลเวอร์คูเซ่น ประเทศเยอรมัน แน่นอนว่าเมื่อทุกคนมองและอ่านจากชื่อของสโมสรแล้ว ก็มักจะเชื่อมโยงข้อมูลกับความทรงจำที่คุ้นเคยกันดีหลายคนว่า นี่มันชื่อของยานี่หว่า แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะว่า ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ก่อตั้งโดยพนักงานของบริษัทโรงงานผลิตยาที่ใช้ชื่อเดียวกันนี้แหละ คือ บริษัท ไบเออร์ ซึ่งก็มีสำนักงานใหญ่ของทุกสาขาทั่วโลกอยู่ที่เมืองนี้

ณ ตอนนั้น ในบริษัทในเครือของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มีอยู่ส่วนงานหนึ่งที่มีชื่อว่า ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซ่น ทีเอสวี ที่จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับพนักงานและคนในหน่วยงานที่ต้องการเล่นกีฬา เช่น การวิ่งและยิมนาสติก หรือแม้แต่ บาสเกตบอล ฮ้อกกี้ เทนนิส ด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้น เมื่อมาถึงปี 1999 ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ก็ได้แยกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการเตะฟุตบอลเพียวๆออกมาในที่สุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสโมสรกีฬา น่าสนใจเช่นกัน เพราะว่าในตอนแรกพนักงานของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ได้มีการรวมตัวกันและยื่นเรื่องเสนอให้กับฝ่ายบริหารเพื่อจะขอจัดตั้งสโมสรกีฬา เพื่อจะได้มีโอกาสใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ ทางด้านฝ่ายบริหารก็เห็นดีงามด้วย จึงตอบรับให้อนุมัติการจัดตั้งทันที

ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่า ณ เวลานั้น บริษัท ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มีฐานที่ตั้งทำเลค่อนข้างห่างไกลผู้คนและบ้านเมืองใกล้เคียงแถบโคโลญ ที่จริงน่าจะเรียกว่าอยู่ในภูเขาด้วยซ้ำ เราคงนึกภาพออกว่า รอบๆบริเวณนั้นก็ไม่มีสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายอะไรเลย จึงทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับพัฒนาบุคลากร จริงๆ Bayer 04 Leverkusen ฐานะบริษัทก็ไม่ได้พอใจเพียงแค่นั้น แต่ยังคงดำเนินการสนับสนุนงานกิจกรรมด้านกีฬาของบุคลากรต่อๆไป และให้งบประมาณมากมายกับด้านนี้จนกลายเป็นรายใหญ่และตัวอย่างชั้นดีขององค์กร ที่ให้ความสำคัญกับการกีฬาฟุตบอล คือกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมันทีเดียว จนกระทั่ง ณ บัดนี้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มีสโมสรกีฬาในครอบครองมากถึง 13 แห่ง ประกอบด้วยสมาชิกมากถึง 29,000 คนทั่วโลก

ในตอนแรกๆ เล่นอยู่ในลีกดิวิชั่น 3 กับ 4 ประมาณช่วงปี 1930 ยังไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด จนกระทั่งอีก 6 ปี ต่อมาที่สามารถเอาชนะการแข่งขันและเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ใน ดิวิชั่น 2 ได้ ในที่สุด ในปีนี้เองที่ทางสโมสรได้นำเอาสัญลักษณ์กางเขนมาสวมใส่กับชุดทีม ทำเป็นตราประจำสโมสรต่อเนื่องมาจนถึงในชุดทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ผลงานก็ไม่ได้ดีขึ้นมากจนกระทั่งปี 1962 ที่ยังตกชั้น และเลื่อนชั้นขึ้นๆลงๆอยู่หลายปีช่วงนั้น จนกระทั่งมาถึงช่วงปี 1979-1980 สโมสรฟุตบอลแห่งนี้สามารถสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกในการผ่านเข้าสู่การแข่งขันบุนเดสลีกา หรือลีกสูงสุดของเยอรมันได้ในที่สุด และหลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมานั้น พวกเขาก็ทำผลงานได้ในระดับปานกลาง คงเกาะอันดับประมาณกลางตารางๆได้เรื่อยๆ มีโอกาสได้ผ่านเข้าไปเล่นได้สิทธิเล่นบอลยุโรปรายการใหญ่ขึ้นด้วย ทำให้สามารถมีโอกาสได้สร้างชื่อเสียงในระดับสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1988 พวกเค้าได้เล่น ยูฟ่า คัพ ทำผลงานได้อย่างดีน่าช็อค เพราะว่าฝ่าฟันเข้าไปถึงนัดชิงชะเลิศ กับ ทีม เอสปันญ่อล จากเสปน

ในสมัยนั้น ยังมีการแข่งนัดชิงแบบ เหย้า – เยือน สองเกมตัดสินอยู่ และถึงแม้ว่า ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น จะแพ้ไปก่อนในนัดแรกด้วยสกอร์ไกลถึง 0-3 แต่ว่าในนัดแก้ตัวในบ้าน พวกเค้าก็สวมวิญญาณนักสู้แบบต้นตำรับคนเยอรมันไล่ตีเสมอ ในคะแนนรวมไปได้ 3-3 ทำให้เกมไปถึงช่วงยิงจุดโทษ ซึ่งพวกเค้าก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง สวมวิญญาณเพชฌฆาต เอาชนะการดวลลูกจุดโทษไปได้ด้วย คะแนน 3-2 คว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ สมัยแรกและสมัยเดียวของสโมสรไปได้ในที่สุด Bayer 04 Leverkusen เมื่อดำเนินมาถึงช่วงปี 1990 ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งนึงในประวัติสโมสรเลย เมื่อพวกเค้าแต่งตั้ง ไรเนอร์ คาลมุนด์ ยอดกุนซือสมองเพชรเข้ามาทำทีม ก็เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงหลายด้านทันที เช่น การเซ็นต์สัญญานักเตะสำคัญๆ ที่เข้ามาแสดงผลงานและพยุงทีมได้ทันที อาทิ อูล์ฟ เคียสเทน กองหน้าระดับชั้นยอด และ อันเดรส โทม เป็นต้น พวกเค้าเหล่านี้กลายเป็นที่รักของแฟนบอลทันทีด้วยผลงานในสนาม

เค้ายังแสดงความหัวใสอีกด้านเมื่อได้สร้างสัมพันธ์ผูกมิตรกับเอเยนต์นักเตะรายใหญ่อย่าง ฆวน ไฟเกอร์ ซึ่งทำให้ได้ผลพลอยได้ในการช่วยดึงตัวนักเตะชั้นยอดสัญชาติบราซิลให้เข้ามาอยู่กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เช่น นักเตะระดับตำนานอย่าง เปาโล แซจิโอ หรือจอจินโญ่นั่นเอง และหลังจากนั้นไม่นาน ทีมนี้ก็ได้ขยายเพิ่มเสริมความแข็งแกร่ง เมื่อได้นักเตะทีมชาติเยอรมันมาเสริมทีมเช่น รูดี้ โฟลเลอร์ และ แบรนด์ ชูสเตอร์

ปี 1996 ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ก็ได้เดินทางมาถึงอีกจุดเปลี่ยนผ่านหนึ่งภายใต้หัวหน้าโค้ชคนใหม่ ชื่อ คริสตอร์ฟ ดอย์ม ที่ฝากฝังชื่อของเขาเองกับการพาทีมรอดการหนีตกชั้นด้วยนักเตะใหม่ที่เข้าซื้อมาอย่าง กองหลังระดับโลก ลูชิโอ และกองกลางกัปตันบราซิลอย่าง เอเมอร์สัน ที่สำคัญชาดไม่ได้เลยคือ มิชาเอล บัลลัค กองกลางผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ตลอดกาลของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ถึงแม้ว่าทางสโมสรเองจะได้แชมป์ เดเอฟเบ โพคาล มาอีกสมัยหนึ่งในปี 1993 ด้วยประตูอมตะที่ได้ชื่อเล่นประจำตัวว่า เป็น ประตูที่ชาวเยอรมันชอบที่สุดของปี จากฝีเท้าของ แบรนด์ ชูสเตอร์ แต่ว่าน่าเสียดายที่พวกเค้าได้รับการจดจำในฐานะฉายารองแชมป์ตลอดกาลมากกว่า เนื่องจากจำนวนและความล้มเหลวไม่สามารถได้แชมป์ของรายการต่างๆมาครองได้มากมาย

แม้ว่าเกือบทุกครั้งสโมสรห้างขายยาแห่งนี้จะได้เข้าลุ้นและทำได้ดีจนมีโอกาสได้ตัดสินกันในนัดชิงชนะเลิศบ่อยๆ ยกตัวอย่าง เช่น ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ได้จบอันดับสอง ฐานะรองแชมป์ ถึง 4 สมัยติดๆกัน ช่วงปี 1997-2002 แพ้ในนัดชิงกับบอลถ้วย ช่วงปี 2002 นี้เอง ที่พวกเค้าปล่อยให้แต้มนำห่างที่สะสมมาหลุดมือไป จนทำให้ทีม ดอร์ทมุนแซงหน้าเอาแชมป์บุนเดสลีกาไปดื้อๆ เท่านั้นไม่พอ พวกเขาสร้างเซอร์ไพรซ์เล่นบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกได้อย่างเหลือเชื่อ เอาชนะทีมหน้าเก่าระดับยักษ์จากหลายลีก แม้ว่าตัวเองเป็นหน้าใหม่จนได้เข้าชิงกับ เรอัล มาดริด จากเสปน และอย่างที่เดาได้พวกเค้าพ่ายให้กับประตูเดียวของ ซีดาน ที่วอลเลย์เข้าไปสุดสวย ทำให้ปีนั้นได้พระรอง 3 รายการพร้อมกันอย่างสวยงาม แถมยังได้ฉายาจากแฟนบอลว่า “Never Kusen” โดยการเล่นคำให้ช้ำใจตอกย้ำว่า ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไม่มีวันได้แชมป์แน่ๆ

นักเตะยอดสตาร์ที่สโมสรปั้นขึ้นมาจนโด่งดัง Bayer 04 Leverkusen มีนักเตะที่มาแจ้งเกิดที่กลายเป็นชื่อที่แฟนบอลทั่วโลกรู้จักในเวลาต่อมา เค้าคือ มิชาเอล บัลลัค หลังจากที่เค้าเล่นเป็นตัวจริงประจำกับทีมแรกอย่าง ไกเซอร์ สเลาเทิร์น บัลลัคก็ย้ายมาอยู่กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยราคาเพียง 4 ล้านยูโรเท่านั้น และก็เป็นที่นีเองที่เค้าสำแดงการเล่นได้อย่างโดดเด่นกว่าทุกที่ ได้ถูกดันขึ้นไปเล่นระดับทีมชาติที่นี่เอง ด้วยความสูง 188 ซม และร่างกายใหญ่โตน่าเกรงขาม แต่แฝงไปด้วยประสิทธิภาพในการจ่ายบอลทุกระยะ การยิงประตูโคตรหนักและคม ทำให้เค้ากลายเป็นสุดยอด กองกลางตัวรุก ในแผนการเล่นที่นี่ สามารถยิงประตูในเกมสำคัญๆอย่างต่อเนื่องจนได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม นักบอลเยอรมันยอดเยี่ยมของปี แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือแม้ว่าจะได้เข้าชิงกับทีมชาติในบอลโลกปี 2002 กับเยอรมันของเค้าก็ยังแพ้ในนัดชิงอีกแล้วให้กับ บราซิล ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นรองแชมป์ตลอดกาลเต็มตัว

สโมสร ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซ่น มีการใช้โลโก้หลายแบบ แต่ว่าในที่สุด (ปี 2018) ก็ใช้ตราสัญลักษณ์ที่ใช้สีดำและแดงเป็นธรรมเนียมเรื่อยมา ตั้งแต่ตอนควบรวมสโมสร และมีคำว่าไบเออร์เป็นตัดกันรูปกางเขนเหมือนกับสมัยก่อนที่ใช้กางเขนติดหน้าอก พร้อมมีสิงโต 2 ข้างเกาะตราตามที่บริษัทผลิตยาได้ใช้เช่นกัน กลายเป็นว่าโลโก้แบบนี้สีแดงดำแบบนี้ เป็นที่ชื่นชอบในแฟนบอลมาจนถึงทุกวันนี้

ฉายาของสโมสร : ห้างขายยา

สเตเดี้ยมของสโมสร : BayArena

กุนซือทีมคนปัจจุบัน (มีนาคม 2018) : Heiko Herrlich

นักเตะ เลเวอร์คูเซ่น