เอซี มิลาน (A.C. Milan)

A.C. Milan

สโมสรฟุตบอลที่มักจะถูกเรียกว่าฉายาเป็นปีศาจ หรือมีคำว่าปีศาจเข้ามาเป็นชื่อเล่น แน่นอนแฟนบอลบ้านเราอาจจะนึกถึง ชื่อของสโมสรแรกที่สุดที่ผุดเข้ามาในหัวอย่างแน่นอนแบบอัตโนมัติ นั่นคือ ผีแดงหรือปีศาจแดง แมนยู ทีมหมายเลขหนึ่งที่มีแฟนบอลเยอะที่สุดในบ้านเรา แต่ทว่าความจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสโมสรฟุตบอลในโลก ที่มีความเป็นมาประวัติศาสตร์ รวมทั้งเกียรติประวัติประสบความสำเร็จมากจนน่าทึ่ง ชื่อดังไม่แพ้แมนยูด้วยอีกแห่ง ซึ่งก็คือ ปีศาจแดง-ดำ เอซี มิลาน ที่ทั่วโลกให้การยอมรับอย่างดีมาตลอดนับร้อยปี แม้ว่าอาจจะเป็นสโมสร ในลีกที่ได้รับความนิยมน้อยกว่า ไม่มีการถ่ายทอดสดได้เด่นเท่าที่อังกฤษ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า A.C. Milan จะมีความน่าสนใจน้อยกว่าแต่อย่างใด ที่จริงแล้ว มีหลายแง่ข้อเท็จจริง ความรู้ที่ไม่ค่อยมีคนทราบของสโมสรแห่งนี้ ถ้าบอกไปแล้วแฟนบอลหลายคนอาจจะทึ่ง ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าจะพูดถึงกันในแง่ของฟุตบอล กีฬาลูกหนัง เอซี มิลาน มีความสำคัญกับศาสตร์แห่งวงการนี้หลายด้านจริงๆ มาย้อนรอยกลับไปดูความเป็นมาของ สโมสร เอซี มิลาน กันแบบถึงกึ๋น เพื่อว่าในความเป็นแฟนบอลที่รักในกีฬานี้ จะไม่พลาดเกร็ดสำคัญๆของหนึ่งในสโมสรที่มีความเป็นมาที่สุดยอดในโลก

แม้จะเป็นสโมสรในเมืองมิลาน ของประเทศอิตาลี มีความเป็นอิตาเลียนแท้ๆในทุกวันนี้ แต่ที่จริง ณ วันแรกที่กำเนิดสโมสรนั้น เป็นชาวผู้ดีอังกฤษ 2 คนต่างหากที่ริเริ่มความคิดในการก่อตั้ง เอซี มิลาน ขึ้น พวกผู้ดีชายหนุ่ม 2 คนนี้เป็นผู้ที่ไปทำงานที่ต่างแดง และได้ริเริ่มให้แนวคิดสโมสรในตอนแรก ไม่ได้เป็นฟุตบอลล้วนๆด้วย เป็นกึ่งกีฬาคริกเก็ต กึ่งฟุตบอล ต่างหาก คล้ายๆกับจุดเริ่มต้นของหลายๆสโมสร ที่ก่อตั้งด้วยกีฬายอดฮิตทั้งสองแบบควบคู่กันไป ก่อนที่ในที่สุดก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสโมสร เอซี มิลาน ที่เน้นด้านลูกหนังอย่างเดียวเต็มตัว ชายสองคนนั้นชื่อ คิลพิน และ เอ็ดเวิร์ด ได้ทำหน้าที่โค้ชและการดูแลภาพรวมของสโมสรนี้อย่างดี ทำได้ดีในด้านสร้างทักษะและบริหารผู้เล่น รวมทั้งการแข่งขันของทีมด้วย เพราะว่าเพียงแค่ผ่าน 2 ปีหลังจากก่อตั้ง เอซี มิลาน ก็สามารถสอยแชมป์สกูเด็ตโต้แรกของประวัติศาสตร์สโมสรมาได้ ในปี 1901 และอีกไม่นานก็สอยเพิ่มมาได้อีกสองสมัยทันที ในปี 1906 และ 1907 นี่ทำให้เป็นการเปิดตัวอย่างยอดเยี่ยมอลังการ เอซี มิลาน สามารถเริ่มจารึกชื่อเสียงที่โด่งดังให้กับตัวเอง ในวงการฟุตบอลมักกะโรนีในที่สุด

ทว่าหลังงจากช่วงเวลาที่รุ่งเรืองมาถึง ก็ตามมาด้วยสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับได้ว่าแปลกเอาการ เพราะว่าเป็นทั้งเรื่องใกล้ตัวแต่ก็ดูใหญ่โต เรื่องเหมือนจะธรรมดา แต่ก็ไม่ธรรมดา และเป็นประเด็นที่แฟนบอลหลายๆคนอาจจะไม่เคยนึกสงสัยมาก่อนแม้ว่าจะดูฟุตบอล กัลโช่ เซเรียอา มานานแสนนานก็ตาม นั่นคือ “ทำไมสโมสรต้องมี มิลาน 2 ทีม… ?” ก็คือ เอซี มิลาน (Associazione Calcio Milan) ที่เรากำลังกล่าวถึง และ อีกสโมสรที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือ Inter Milan (อินเตอร์มิลาน) ที่ใช้สนามบอลเดียวกัน และอยู่อาศัยใต้ชายคาเมืองเดียวกัน แต่กลับกลายเป็นอริหมายเลขหนึ่งทางด้านฟุตบอลอย่างน่าฉงนงงงวยยิ่งนัก

คำตอบต้องเริ่มต้นกันที่ ปี 1908 เมื่อมีการขัดแย้งกันด้านความคิด และแนวทางบริหารทีมของสโมสรและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องภายใน เริ่มจากด้านการซื้อตัวเซ็นสัญญานักเตะจากต่างแดนที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนั้น ให้มาเล่นฟุตบอลในอิตาลี นับตั้งแต่ตอนนั้นเองที่เมืองมิลานไม่ได้มีเพียง เอซี มิลาน เป็นสโมสรเดียวอีกต่อไป แต่ได้มีการตั้งสโมสร เอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล มิลาน ขึ้นมา ซึ่งจากชื่อก็คงจะเดาได้ไม่ยากใช่มั้ยว่า หลักการในการซื้อตัวนักเตะในสองมิลาน มีแนวคิดไปในแนวทางไหนกันบ้าง เป็นที่มาของความแตกต่างด้านธรรมเนียมยังไงล่ะ…

แต่อย่างไรก็ตาม ให้เรามาโฟกัสกันแค่ เอซี มิลาน เพียงแห่งแรกแห่งเดียวกันก่อนในตอนนี้ เพราะว่ายังมีอีกหลายอย่างที่มิลานสีแดงดำบรรจุความน่าทึ่งของฟุตบอลไว้ไม่แพ้กัน หลังจากจะเกิดการแยกสโมสรกันขึ้น เอซี มิลานก็ประสบกับการเคว้งคว้าง ภาวะโครงเครงสั่นคลอนของโครงสร้างสโมสรรวมทั้งผู้คนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง แน่นอนนั่นส่งผลกับผลงานการเตะบอลในสนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าหลังจากนั้น เอซี มิลาน ก็ไม่ได้แชมป์บอลลีกไปอีกนานเลยนับสิบปีไปจนถึงปี 1950 แต่ว่าหลังจากนั้นมา เอซี มิลาน ก็กลับมาได้แชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง ด้วยการได้นักเตะต่างชาติชาวสวีเดนมาถึงสามคน ที่มีชื่อเล่นว่า กรี-โน-ลี มาจากชื่อของทั้งสามคนแบบย่อๆ หลังจากนั้นก็ได้แชมป์เป็นว่าเล่น เกือบจะติดต่อกัน 5 ครั้งเลยทีเดียว นับได้ว่าเป็นช่วงผูกขาดโชว์ตำนานอีกครั้งสำหรับสโมสรแห่งนี้ ยังไม่นับรวมถึงการได้แชมป์บอลยุโรปถ้วยใหญ่ ที่สมัยนั้นเรียกว่ายูโรเปี้ยนคัพอีก 2 สมัยในปี 1963 และ 1969 เมื่อเอาชนะยักอย่าง อาแจ็กซ์ และ เบนฟิก้า เมื่อรวมกับแชมป์นอกประเทศอื่นๆอย่าง คัพ วินเนอร์ คัพ กับ ยูโรเปี้ยนวินเนอร์คัพ แล้วพวกเค้าก็เริ่มมีชื่อเสียงแบบถาวรทั่วยุโรปเลย

แต่ก็ยังไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับยุคที่ได้ประธานสโมสรที่เคยเป็นนักธุรกิจชื่อเสียงดังของอิตาลี เป็นชื่อที่ชาวบอลรู้จักกันดี คือ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี มาเป็นเจ้าของทีม ที่เข้ามาลงทุนซื้อสโมสรจากการเป็นหนี้เกือบล้มละลายตอนนั้นช่วงปี 1986 และนับตั้งแต่ตอนนั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสโมสรแห่งนี้ก็ดูเหมือนล้วนแล้วออกมาดีเป็นเงินเป็นทองไปหมด ตั้งแต่การตั้งผู้จัดการทีมก็ล้วนมือดี ไม่ว่าจะเป็น อาริโก ซาครี่ ตำนานคนแรกๆ ที่ปั้นทีมปีศาจแดงดำด้วยแกนหลักทีมชาติฮอลแลนด์ ยุคเทพล้วน เช่น 3 ทหารเสือชื่อดัง รุด กุลลิท มาร์โก, แวน บาสเทน และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และคนต่อๆมาเช่น ฟาบิโอ คาเปลโล่ หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ ก็ล้วนพาทีมเอซี มิลาน คว้าแชมป์บอลลีกเป็นว่าเล่น รวมถึงบอลยุโรปก็เข้าไปร่วมแข่งขันประจำๆ ได้แชมป์มาเรื่อยๆ จนถึงปี 2008-2009 เลย

25 ปีคือจำนวนปีที่เล่นกับสโมสรเดียวที่เค้ารักอย่างมิลาน จำนวนเกมทั้งหมดคือ 900 กว่าเกมที่เล่นในสีเสื้อแดงดำของ มิลาน และยังคว้าแชมป์มากมายถึง 32 ถ้วย ตลอดความจงรักภักดีหลายปี เขาผู้นี้คือกัปตันที่แฟนบอลมิลานจะติดตามและรักไปตลอดชีวิต เปาโล มัลดินี ตำแหน่งที่เค้าเล่นและโด่งดังกับทั้งสโมสรและทีมชาติ คือ ปราการหลังตัวกลาง และแบ็คซ้าย ถูกขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวแน่นแข็งแกร่งดุจหินผาสไตล์อิตาเลียน ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกทีมในและนอกสนาม ด้วยบุคลิกอันเยือกเย็น แต่ก็แฝงไปด้วยความกร้าวแข็งดุดัน จนได้ชื่อเล่นจากเพื่อนๆว่านายกัปตันด้วยซ้ำ อันแสดงถึงความเป็นผู้นำขั้นสูง ที่จริงเค้ายังได้เป็นกัปตันไปถึง 2 ทศวรรศจนเพิ่งจะมาส่งต่อปลอดแขนกัปตันไปให้กับ คันนาวาโร่ เพื่อกองหลังระดับอมตะคนถัดไปนั่นเอง

ความสามารถในการเล่นกองกลางของเค้า ได้รับสืบทอดมาจากใครไหนเป็นไม่ได้เลย นอกจากพ่อของเค้า เซซาร่า มัลดินี บิดาผู้เป็นตำนานกองหลังทีมชาติอิตาลีด้วย แต่ใครจะรู้ว่าตอนแรกที่เริ่มค้าแข้งอายุ 17 เค้าโดนจับไปเล่นตำแหน่งแบ็คขวาด้วย แต่เพราะว่าเค้าเป็นคนเล่นได้ทั้งสองเท้า แต่ด้านขวาเป็นข้างถนัด จึงได้ยายมาเล่นตำแหน่งอีกฝั่งที่ถนัดภายหลัง ยังได้ชื่อว่าเป็นแกนหลังในยุครุ่งเรืองของมิลาน เพราะว่าเล่นร่วมสมัยกับ พวก คอสตาคูร์ต้า และ อัลแบร์ตินี่ อีกด้วย นายกัปตันมัลดินี ได้ชื่อว่าเป็นคนที่เก่งเรื่องแทคติค มีมันสมองของกองหลังที่หาทางเทียบได้ยากมาก เห็นได้จากความสารพัดประโยชน์ของเค้าในการเล่นได้ทุกตำแหน่งของแผงหลัง ไม่ว่าจะด้วยการยืนแบบไหนก็ตาม เล่นมาหมดแล้ว ขอให้เป็นเกมรับพอ แต่เรื่องที่ทำให้กัปตันดังมากที่สุด เห็นน่าจะเป็นเทคนิคส่วนตัวของกองหลังอย่าง การสไลดิ้งแทคเคิล เพื่อสกัดบอลและแย่งบอล พูดง่ายๆคือ “เสียบเข้าสกัดบล็อกลูกยิงต่างๆ” เช่นถ้าหาคลิปของเค้าดูในเวปจะรู้สึกเท่มากทีเดียว ไม่เพียงแค่เกมรับ เกมรุกก็เล่นได้ดีไม่แพ้กัน ชอบลากทะลุทางซ้าย ครอสบอล และเปิดบอลอย่างแม่นยำจนได้จ่ายประตูและยิงได้เป็นว่าเล่น

หลังจากที่ เปาโล มัลดินี อายุมากขึ้น สปีดลดลงก็โดนโยกมาเล่นกองหลังตัวกลางบ่อยขึ้นๆ แต่ยังคงทำได้ดีเพราะได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านทางบอลที่แม่นยำ ทำให้มาร์คตัวสกัดและเข้าตามติดได้อย่างแน่นหนึบหาทางหนียากมาก ไม่เพียงแค่นั้น การกะจังหวะเข้าสกัดก็แม่นพอๆกับการยิงประตู และเรื่องกลางอากาศ หรือลูกโหม่งแย่งโหม่งสกัด แม้แต่เตะมุมก็ไม่เป็นลองใครเลย เห็นได้จากการเล่นในคลิปของเค้าว่าทุกท่วงท่าของกองหลัง เขาจะเท่สง่างาม ดูแล้วสวยงามน่าทึ่งมาก จนเป็นกองหลังคนแรกของโลกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลที่ระยะที่ผ่านมา เมสซี่ กับ โด้จิ๋ว ต่างแย่งกันประจำ รางวัลนักบอลยอดเยี่ยม “บัลลงดอร์” บอลทองคำไปเทียบกับกองหน้าทั่วโลก

เหนือสิ่งอื่นใด เค้าได้รับความรักจากแฟนบอลมิลานมากที่สุด คงมาจากความภักดีเล่นกับสโมสรแห่งนี้ตั้งแต่วัยรุ่นจนแขวนเกือกไปตอนอายุมากถึง 41 ปี และแน่นอน Paolo Maldini จะเป็นตำนานของสโมสรต่อๆไปหลังจากนี้จนนิรันด์ A.C. Milan มีรูปภาพในโลโก้ เป็นโล่ห์ที่มีตราสโมสรของ เอซีมิลาน กางเขนแดง ผมสมผสานกับสีดำแดงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของสโมสรแห่งนี้อยู่แล้ว แต่ในสมัยก่อนตอนแรกมีการใช้รูปปีศาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และเคยมีตอนที่มีดาวสีทองตรงกลางด้านบนช่วงหนึ่งด้วย เพราะดาวนั้นเป็นรางวัลของสโมสรยอดเยี่ยมทีได้รับในปี 1979 ยังไงล่ะ

ฉายาของทีม : ปีศาจแดงดำ

สนามฟุตบอลเหย้าของสโมสรแห่งนี้ : ซาน ซีโร สเตเดี้ยม (ใช้ร่วมกับ Inter Milan)

กุนซือทีมคนปัจจุบัน (มีนาคม 2018) : เจนนาโร่ กัตตูโซ่

นักเตะ เอซี มิลาน