แยน โอบลัค ( Jan Oblak )

Jan Oblak

แยน โอบลัค เพิ่งจะทำสถิติล่าสุดในการแข่งขัน ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก คือ รักษาคลีนชีตไม่เสียประตูขาวบริสุทธิ์จำนวนเกม 12 เกมรวดทำให้เขาโด่งดังมากขึ้นและในฐานเป็นนักเตะไม่กี่คนจากประเทศเล็กๆอดีตสหภาพโซเวียตเพียงไม่กี่คนที่ทำได้ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นนักเตะที่เก่งและสมควรจะได้รับการยกย่งและน่าลองอ่านประวัติของเขามากเข้าไปอีกสำหรับนักเตะที่อายุเพียง 24-25 ปีตอนนี้และเล่นให้กับทีมใหญ่อย่าง แอตเลติโก มาดริด ในลีกสูงสุดของปะเทศสเปนภายใต้การคุมทีมของโค้ช ซิเมโอเน่ ซึ่งที่กำลังทำผลงานได้ดีใน ลาลีกา หลายฤดูกาลหลังๆนั้นเอง โอบลัค เกิดที่เมืองเล็กๆอย่างโลก้าที่ประเทศ สโลวีเนีย ซึ่งแฟนบอลบ้านเราชาวไทยอาจจะเพิ่งได้ยินชื่อประเทศนี้ครั้งแรกกันในตอนชมการแข่งขันรายการฟุตบอลชิงแชมป์ชาติยุโรปหรือบอลยูโร ปี 2000 นั้นเอง โอบลัค เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูตั้งแต่แรกๆของชีวิตการค้าแข้งของเขาแล้วและตอนนี้ก็ติดธงทีมชาติ สโลวีเนีย ของตัวเองอย่างเต็มตัวไปแล้วด้วย

เส้นทางการค้าแข้งของโอบลัคเริ่มต้นขึ้นตอนอายุ 17 ปีเมื่อเขาได้เซ็นสัญญากับทีมในต่างแดนอย่าง เบนฟิกา แห่งโปรตุเกสคล้ายๆกันกับนักเตะหลายคนทีตอนเด็กเยาวชนมาจากประเทศเล็กๆที่ต้องออกจากบ้านตัวเองห่างเมืองนอนของตัวเองไปแสวงหาฝันที่ต่างแดนตั้งแต่เด็กๆ และเขาก็สามารถคว้าโอกาสไว้ได้ทันทีเมื่อยึดตำแหน่งตัวจริงได้ทันทีจนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ทั้ง 3 รายการใหญ่ของโปรตุเกสได้ทันทีในปี 2013-2014 ในฐานะตัวเล่นสำคัญก่อนจะย้ายไปอยู่กับทีมของ ซิเมโอเน่ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันช่วงปีถัดมาด้วยราคาแพงถึง 16 ล้านและเป็นนายประตูที่มีค่าตัวแพงที่สุดตลอดกาลของ ลาลีกา ไปเลย

ชีวิตของ แยน โอบลัค เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขามีคุณพ่อผู้ให้กับเนิดตัวเองเล่นฟุตบอลในฐานะนายประตูเช่นกันเลี้ยงดูเขามาในสายงานฟุตบอลไม่แตกต่างกันและส่งเขาไปเล่นกับสโมสรท้องถิ่นเมือง โลก้า ในเมืองหลวงตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้นในตอนปี 2009 เขามีชีวิตที่ยากลำบากไม่ใช่เล่นเพราะว่าต้องเดินทางวันละ25 กิโลเมตรจากบ้านเกิดตัวเองไปยังเมืองที่สโมสรฝึกหัดตั้งอยู่เพื่อไปซ้อมบอลทุกวัน ด้วยยานพาหนะที่เขามีคือจักรยานเท่านั้นและในที่สุดก็มีแมวมองมาเห็นเขาเข้า คือ แมวมองจากทีมชาติสโลวีเนีย ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีจนได้ไปแข่งขันทัวนาเม้นและตอนนี้เองที่แฟนบอลและสโมสรต่างๆในยุโรปเริ่มมีโอกาสได้เห็นฟอร์มการเซฟประตูของเขานั่นเอง โค้ชของสโมสรเยาวชนของเขาเล่าว่า แยน โอบลัค มีทุกอย่างที่นายประตูสมัยใหม่ต้องมีและที่สำคัญเขาแปลกใจกับความเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของเด็กคนนี้เพราะว่าบุคลิกของ โอบลัค ดูจะชอบฟังคำสอนและนำเอาไปใช้เขายังเล่าให้ฟังว่าแม้แต่ตอนที่จากกันเพราะ แยน โอบลัค ต้องไปเล่นที่โปรตุเกสแล้วก็ยังคุยโทรศัพท์กันบ่อยๆและเล่าข่าวข้ามแดนมาให้โค้ชฟังว่า ตอนแรก แยน โอบลัค ต้องนั่งบนที่ตัวสำรองไม่ได้โอกาสสักทีหลายเดือนที่เป็นเดือนแห่งความยากลำบากมากแต่ก็โชคดีเมื่อ เบนฟิก้า ตัดสินใจส่งตัวเขาออกไปยืมตัวทำให้มีโอกาสเล่นให้กับทีมอื่นๆในลีกและโอกาสก็เปิดเมื่อติดทีมชาติชุดเล็กและนี่จุดประกายความกล้าหาญในการเล่นให้เขามั่นใจมากขึ้นจนทำงานหนักขึ้นและไม่เคยมีปัญหาในสนามซ้อมเลยเหมือนนายทวารคนอื่นๆ แยน โอบลัค ย้ายจากทีมเล็กๆไปสู่เบนฟิกาด้วยค่าตัว 1.7 ล้านที่ถือว่าแพงที่สุดของสโมสรทีเดียวในปี 2010 แต่เขาต้องรอจนได้เป็นตัวจริงของชุดใหญ่ก็ตอนที่นายประตูตัวจริง อย่าง อาร์เธอร์ โมราเลส ได้รับบาดเจ็บขึ้นมา แยน โอบลัค ฉวยโอกาสทันทีเพราะว่าเมื่อลงเล่นไป 24 นัดเขาทำสถิติเสียประตูไปแค่ 6 และมีถึง 12 เกมติดต่อกันที่เสียไปลูกเดียวทำให้ในที่สุด 2014 ทีม “ตราหมี” เริ่มมาสนใจและซื้อตัวเขาในที่สุดแม้ว่าตอนที่ตัวเขาได้ย้ายไปอยู่กับทีมระดับโลกอย่าง แอตเลติโก้ มาดริด แล้วเขาไม่ได้ลงตัวปรับตัวได้ทุกอย่างทันทีเพราะว่าได้รับบาดเจ็บตอนพรีซีซั่นด้วยแถมมีนายประตูที่ถูกใจโค้ช ซิเมโอเน่ อย่าง มิเกลโมย่า อยู่ในทีมอยู่แล้วด้วยแถมไม่พอตอนได้เล่นเกมไม่สำคัญเท่าไหร่ในรายการ ยูฟ่า คัพ ก็ดันไปทำพลาดแบบเต็มๆทำให้ทีมแพ้ โอลิมเปียกอส ไป 3-2 ด้วยแต่ในที่สุดโอกาสใหม่ก็เข้ามาหาเขาเมื่อ โมย่า ต้องทำตัวเองบาดเจ็บในการเล่นในช่วงสำคัญท้ายๆของการแข่งขันที่กำลังดุเดือนเพราะ ตราหมี แย่งแชมป์ขับเคี่ยวกันอย่างมันส์กับทีมอย่าง เรอัลมาดริด ด้วยคราวนี้นายทวารมือกาวแก้ไขตัวเองได้สำเร็จเมื่อเขาค่อยๆยึดตำแหน่งตัวจริงมาได้อย่างเต็มตัวเมื่อสำแดงการเซฟตอนเจอกับ ราชันชุดขาว แบบ 8 หนรวดแล้วยังได้ประโยชน์เป็นต่อเมื่อโอบลัคพูดสเปนได้คล่องจนสื่อสารกับ 2 กองหลังอย่าง โกดิน และ ฆิเมเนซ ได้อย่างดีทำให้กองหลังและประตูสร้างความแข็งแกร่งและมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ผนึกกำลังกันป้องกันประตูทำให้ ทีมเสียประตูไปน้อยที่สุดในลีกตลอดทั้งฤดูกาล 69 เกม แถมยังเก็บคลีนชีตได้มากว่า 41 เกมด้วยกันดังนั้น ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ สรุปชีวิตของ โอบลัค สั้นๆว่า “เพราะว่าการทำงานหนักและทุ่มเทของเขาทำให้น่าสรรเสริญเป็นจุดดีที่สุดของเด็กคนนี้ และคิดว่าเขาเกิดมาเพื่อเล่นตำแหน่งประตู และมีพรสวรรค์ในการเซฟประตูตั้งแต่เกิดด้วย และเป็นนายทวารที่ดีที่สุดในโลกไม่ก็ที่สอง ณ ตอนนี้”โอบลัค ได้รางวัล ริคาร์โด ซาโมร่า ที่เป็นรางวัลสำหรับนายประตูยอดเยี่ยมในโปรตุเกสหลายครั้งด้วย

ตอนที่ โอบลัค ย้ายมาอยู่กับทีม ตราหมี วันแรกเขาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมไม่ได้ย้ายมาแทนที่ใคร แต่ผมมาเพื่อเล่นให้ทีมในฐานะตัวผมเอง” แม้ว่าทางสโมสรซื้อเขามาเพื่อทดแทน คูรกตัวร์ ที่ย้ายไปเล่นให้กับ เชลซี และแม้ว่าจะเริ่มจากการเป็นตัวสำรองไปก่อนระยะเวลาหนึ่งเขาก็สามารถเก็บคลีนชีตแรกได้ในเกมบอลถ้วย โคปา เดล เรย์ ในเกมที่ชนะทีมนอกลีกไป 3-0 ด้วยกันและหลังจากนั้นเมื่อได้โอกาสต่อเนื่องเจอกับ ทีม ไบเออร์ ในบอลยุโรปรอบ 16 ทีมสุดท้ายเขาก็เก็บคลีนชีตไปอีกนัดเพราะช่วยทีมชนะ 1-0 และพาทีมเข้าสู่ช่วงเวลาต่อเวลายิงจุดโทษหาทีมเข้ารอบไป โอบลัค ยังถือว่าเป็นเด็กใหม่ในทีม ต้องสวมวิญญาณฮีโร่เซฟจุดโทษของ ฮาคาน จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ได้อย่างสุดสวยทำให้เข้ารอบไปได้และเขาก็ยังเล่นเป็นซุปเปอร์แมนต่อในรอบต่อไปเมื่อเจอกับทีมยักษ์อย่าง บาเยิร์น นายทวารร่างเล็กคนนี้เซฟจุดโทษในเกมอีกแล้วของ โทมัส มุลเลอร์ ทำให้ในเลกสองแม้ทีมแพ้ไปแต่ก็ยังเข้ารอบต่อไปได้ในคะแนนรวมปีนั้น โอบลัค เล่นให้กับทีม แอตเลติโก มาดริด อย่างต่อเนื่องในปีหลังจากนั้นแต่ว่าการเล่นของเขาดูโดดเด่นขึ้นสวนทางกับคนอื่นในทีมอย่าง โกดิน และแนวรับคนอื่นด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้แม้ว่ากองหลังทั้งหมดจะเริ่มหมดความเหนียวกันแล้วแต่ตัวเขากับแสดงฟอร์มขาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แต่ละครั้งที่เซฟยิ่งมีผลมากขึ้นกว่าปีก่อนๆล่าสุดตัวเลขแสดงว่า โอบลัค เซฟด้วยจำนวนเฉลี่ย 5.71 ครั้งต่อเกมที่มากที่สุดใน ลาลีกา สเปน ด้วยและยังดีขึ้นได้อีกตามตำรา โอบลัค มีชื่อที่มีความหมายภาษาสเปนว่ากำแพงก็ไม่ใช่บังเอิญเลยทำให้เพื่อนๆในทีมเรียกว่าเจ้ากำแพงขำๆกันและตอนนี้เขาก็เก็บคลีนชีตไปได้ให้ทีม แอตฯมาดริด ทั้งหมด 50 เกม จากการเล่นทั้งหมดเพียง 86 เกมเท่านั้นเอง นายทวารบ้านนอกคนนี้มีจุดสูงสุดของอาชีพคงจะเป็นเกมที่เขาเซฟ 3 หนติดๆกันตอนเจอกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำให้ทีมเข้ารอบแต่ยอมรับว่าทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆเลย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนคิดไม่ทันนี้แสดงให้เห็นว่าการที่เขาก้าวมาเป็นนายทวารที่ดีที่สุดในโลกได้ถึงขนาดและในตอนนี้ทีมสโมสรขื่อดังในพรีเมียร์ลีกอย่าง อาร์เซน่อล ที่มีข่าวว่ากำลังวางแผนจะซื้อตัวเขาไปแทน ปีเตอร์ เช็ค ก็ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใดแต่เป็นความพยายามบวกกับพรสวรรค์ทำให้เขามีวันนี้ได้นั่นเอง โอบลัค ไม่ได้เป็นนายประตูที่ตัวสูงมากนัก แต่เขาทำให้ประตูเล็กลงไปเลยด้วยความสามารถในการพุ่งตัวไปปัดบอลรอบๆหน้าปากประตูโดยเฉพาะการออกมาตัดและปัดบอลกลางอากาศที่แม่นยำและกระโดดได้สูงมากนอกจากนั้นเขายังได้ชื่อว่าเป็นนายประตูที่ชอบเล่นด้วยเท้าและสั่งการกรอบ 18 หลายได้อย่างยอดเยี่ยมและเจ้าตัวยีงมีบุคลิกที่เยือกเย็นรับมือจัดการความกดดันหรือความประหม่าได้อย่างนิ่งมากไม่เหมือนคนอื่นด้วยไม่เพียงแค่นั้นเขายังคล่องแคล่วด้วยการใช้มือและทักษะใช้มือเขาก็อ่อนนุ่มพริ้วไหวมากดูเหมือนการคว้าบอลง่ายมากๆจนเรียกได้ว่าเกิดมาเป็นนายประตูเลยโค้ชอีกคนของ โอบลัค ยัง บอกว่าเขาอ่านเกมดีมากเวลาจะออกมานอกเส้นมีเทคนิคที่ดีและมีสมาธิอย่างที่นายประตูควรมีและกำลังเดินในเส้นทางที่จะประสบความสำเร็จแบบนายทวารระดับโลกคนอื่นอย่างแน่นอน โอบลัค มีโอกาสเล่นในเกมนัดชิง ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกปี 2015-2016 กับทีม แอตเลทิโก้ มาดริด และต้องเจอกับทีม ราชันชุดขาว อย่าง เรอัล มาดริด ด้วยกันทั้งๆที่เขาเป็นคนพาทีมไปถึงนัดชิงเองแต่ทว่าแม้แต่นายทวารดีๆอย่างเขาก็มีจุดอ่อนเช่นกันเพราะว่าก่อนหน้านั้นอาชีพนายประตูเขานั้นเซฟจุดโทษได้น้อยมากคือ 2 จาก 28 ครั้งหลังนั่นเองและเจ้าตัวก็ไม่เคยคาดคิดในเกมนั้นว่าจะต้องยืดเวลามาถึงตอนดวลจุดโทษด้วยไม่เพียงแค่นั้น 5 ครั้งที่ผู้เล่นของ เรอัล มาดริด ทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาตทั้งหมดส่งบอลไปทางซ้ายมือของ โอบลัค เข้าประตูไปทั้งหมดนิ่มๆ จนดูเหมือนว่าด้านซ้ายมือของเขาจะเป็นจุดบอดของการเซประตูอีกด้วย