โบโลญญ่า (Bologna F.C. 1909)

Bologna FC Wallpaper

Bologna Football Club 1909 เป็นสโมสรของลีกอิตาลี กัลโช่ เซเรีย อา ได้รับการก่อตั้งในปี ค.ศ.1909 ด้วยจุดเริ่มต้นในสถานที่ไม่ธรรดา เป็นโรงเบียร์ที่ชื่อว่ารอนซานี่มีบริเวณพื้นที่โล่งให้ผู้คนออกกำลังกายเล่นกีฬากันและจุดเริ่มต้นมีขึ้นเมื่อหมอฟันชาวสวิสคนหนึ่ง ชื่อ หลุยส์ เริช ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของสโมสรกีฬาแห่งนี้ โดยที่มีอีกบุคคลหนึ่งเบื้องหลังด้วย คือ เอมิลิโอ อาร์นสไตน์ เป็นมือขวา คอยคิดไอเดียความคิดดีๆเบื้องหลังในตอนแรก โดยสิ่งแรกๆที่เขาทั้งสองช่วยกันทำ คือ มองหาคนหนุ่มวัยอายุน้อยที่มีความชอบและรักในเกมฟุตบอลเหมือนกับตนเอง ทันทีที่มาถึงเมืองโบโลญญ่า มีคนบอกพวกเค้าว่าให้ลองไปหาดูผู้ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักศึกษามหาลัยแถวร้านอาหารแห่งหนึ่งของเมือง ที่ผู้คนในเมืองชอบเรียกพวกนี้ว่าพวกบ้าที่ชอบวิ่งไล่บอลกัน อันเป็นชื่อเสียงในการรักการเล่นฟุตบอลของคนกลุ่มนี้นั่นเอง

เมื่อพวกเค้าไปพบกับคนกลุ่มนี้ที่ประกอบไปด้วย พี่น้องตระกูลกราดี้, มาร์เตลลี่, ปันโตนี่ และนานนี่ ซึ่งยังเป็นนักศึกษากันอยู่ทั้งหมด ก็ใช้เสื้อชุดสีฟ้าแดงเป็นชุดประจำการแข่งขันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในช่วงฤดูหนาวปี 1910 สโมสรโบโลญญ่า มีการแยกตัวออกมาจากสโมสรนักศึกษาที่เล่นกันอย่างเต็มตัว และได้มีการแต่งตั้งประธานสโมสรคนใหม่ชื่อบอร์เกซานี่ เข้ามาทำงานร่วมกันกับอาร์นสไตน์ ทั้งทีมก็มีผลงานที่ดีขึ้นแม้จะเป็นการเล่นในลีกประจำชาติ ซึ่งมีการแบ่งโซนเล่นแข่งขันกันเป็นภาคๆต่างๆกันทั้งอิตาลี พวกเขาเอาชนะได้เรื่อยๆจนจบอันดับดีๆได้บ้าง โดยมี เอมิลิโอ เป็นนักเตะตัวชูโรงที่ทำงานโค้ชควบคู่ตำแหน่งไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สงครามก็เข้ามาขัดขวางและก่อกวนกิจกรรมฟุตบอลของสโมสร Bologna F.C. 1909 อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน จนหลังจากสงครามสิ้นสุดลง สโมสรก็เริ่มกลับมาก่อตัวรวมกันได้อย่างดีขึ้น และก็ใช้เวลาเพียงไม่นานพาเอาตัวเองเข้าสู่หมู่สโมสรชั้นนำได้ทันที โบโลญญ่า ในช่วงปี 1929-1930 ถึงเวลาที่สโมสรแห่งนี้สามารถแสดงเพลงแข้งได้เตะกับทีมดังๆของอิตาลี เช่น ยูเวนตุส แถมยังเริ่มได้ตัวนักเตะดีๆจากทวีปอื่นๆมาเสริมทัพ เช่น อเมริกาใต้ เช่น ดาวดังอุรุกวัย ชื่อ เฟดูโล ที่นำพาทีมบินสูงขึ้นไปอีก จนเมื่อปี 1934 ได้พาถ้วยระดับยุโรปกลับบ้านได้ด้วยการเอาชนะในนัดชิงชนะเลิศเหนือทีม แอดมิรา เวียนนา จากออสเตรีย

โครงสร้างสโมสรมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อสโมสรได้ตัว เอมิลิโอ เรนาโต้ ที่มาจากเมืองเรจจิโอ มาทำหน้าที่ผู้กำกับการและภายหลังได้ขึ้นไปนั่งเก้าอี้ประธานสโมสรโบโลญญ่าในที่สุด เขาเป็นคนที่ชอบความกดดันและเอาจริงเอาจัง ทำให้พาทีมได้ผลลัพท์ที่ต้องการอย่างยอดเยี่ยมตลอดช่วงเวลา 30 ปีต่อมาที่ทำหน้าที่ ยกตัวอย่างเช่น ยุคทองในปี 1936-1941 ที่ทำทีมให้ได้แชมป์ลีกสูงสุด 4 สมัย และถึงแม้ว่าในสมัยนั้นสโมสรยังไม่ได้มีการแข่งขันระดับยุโรปอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่นัก โบโลญญ่าก็ยังสามารถเอาชนะทีมเชลซีในนัดชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันที่เรียกว่า เอ็กซ์โป ณ กรุง ปารีส ไปได้ 4-1 ซึ่งมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก เพราะว่าในเวลานั้นทีมสิงห์บลูจากเกาะอังกฤษไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้กับทีมจากนอกประเทศมาก่อนเลย ดันเล่นเอาชนะได้ประตูถล่มทะลายเลยด้วย จึงถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมมากในปี 1937

ถัดมาในยุคเริ่มต้นปี 1960 เมื่อมีการเรียกตัว แบร์นาดีนี่ มานั่งคุมทีมข้างสนาม เขาก็ได้รวบรวมกลุ่มนักเตะที่มีความสามารถที่รอวันระเบิดออกมาได้อีกกลุ่มนึงเป็นกลุ่มใหม่ เช่น จิอาโคโม่บัลกาเรลลี่ และ โรมาโน่ ฟอกลี่ นั่นทำให้เมื่อรวมตัวกับนักเตะคนอื่นๆที่มีฝีเท้าในทีมดีๆอยู่แล้วพวกเค้าจึงเริ่มเล่นฟุตบอลที่สวยงาม ดึงดูดแฟนบอลให้มาเข้าชมมากมายๆ และตลอด 2 ปีหลังจากนั้น แฟนๆในเมืองก็เริ่มเรียกใช้คำพูดติดปากเวลาเชียร์บอลกันบ่อยๆ จนเป็นวลีฮิตติดปากที่ว่า “เล่นบอลแบบนี้นี่มาจากสวรรค์ชัดๆ” และคำนี้ก็แพร่กระจายโด่งดังไปเลยทีเดียว และแม้ว่าในช่วงนั้นการเล่นเกมบุกของพวกเค้ายังสวยงามและดูดีเสมอ แต่ทว่าในทางกลับกันด้านเกมรับหลังบ้านก็มีปัญหาอยู่บ่อยๆ เสียประตูง่ายๆเวลาแข่งจนเป็นจุดอ่อนไป กระนั้น ในปี 1963-1964 เมื่อสโมสรเซ็นสัญญาผู้รักษาประตูคนใหม่เข้ามาที่ชื่อ เนกรี้ ปัญหานี้ก็แทบจะหายไปทันทีเพราะลีลาการเซฟประตูของนายทวารทีมชาติอิตาลีคนนี้โครตเด็ด

ยังไม่จบเพียงเท่านั้น พวกเขาเจอกับเหตุการณ์กระชากอารมณ์อีกครั้งในปีเดียวกันเมื่อมีนักเตะในทีมระดับดาราถึง 5 คนที่ถูกตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้นและจะต้องโดนแบนออกจากการแข่งขัน แถมสโมสรยังต้องโดนหักแต้มอีก 3 คะแนน และนั่นเองทำให้แฟนบอล คนที่เกี่ยวข้อง และผู้คนทางการเมืองออกมาเดินขบวนต่อต้านโทษแบนนี้และไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน โดยหาว่านี่เป็นลักษณะของทฤษฎีสมคบคิดของกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลนำมาแอบใช้กับทีมรักของตนอย่างแยบคาย และเมื่อมีปัญหา ก็ทำให้มีการพิจารณาคดีและทบทวนหาหลักฐานเพื่อตัดสินใหม่ ซึ่งผลก็ออกมาอย่างเหลือเชื่อว่า โบโลญญ่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ทำให้มีการยกเลิกโทษแบนต่างๆและยังคืน 3 คะแนนให้กับพวกเค้า ทำให้ผลการต่อสู้บนตารางพวกเค้า กลายเป็นมีแต้มเท่ากันเลยกับสโมสรเจ้ายุโรปอย่าง อินเตอร์มิลาน ในตอนนั้น

ทำให้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของลีกอิตาลีที่ต้องมีการแข่งขันหาแชมป์สูงสุดด้วยการเล่น แบบเพลย์ออฟ และผลการแข่งขันก็เป็นไปตามที่คาดคิด ด้วยการวางแทคติกที่ดีกว่าลึกซึ้ง สามารถเอาชนะอินเตอร์ไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 ได้แชมป์สมัยที่ 6 สคูเด็ตโต้ไปครอง ด้วยประตูของฟอกลี่และนีลเซน ศูนย์หน้าจากเดนมาร์ก ข้ามก้าวกระโดดมายังช่วงปี 1982 โบโลญญ่า พวกเค้าก็ต้องพบกับช่วงเวลาแย่ๆแบบตกนรกทั้งเป็นบ้าง เมื่อฟอร์มการเล่นจู่ๆก็แย่ลงและต้องตกลงไปเล่นใน เซเรีย เบ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสร และมหกรรมตกชั้นก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังตกชั้นต่อเนื่องหล่นลงไปเล่นในเซเรีย เซ ลีกชั้น 3 ติดต่อกันในเลยในปีเดียวกัน และก็ผลงานจึงวนเวียนอยู่เช่นนั้น มีการเลื่อนชั้นขึ้นลงระหว่าง สองลีกนี้จนกระทั่งถึงปี 1993 สถานการณ์ทั้งหมดมาดีขึ้นได้ หลังนักธุรกิจที่มีความสนใจรักในกีฬาเข้ามาซื้อสโมสรต่อจากประธานคนเก่า และใช้เวลาเพียง 3 ปีก็นำโบโลญญ่ากลับมาขึ้นเล่นบนลีกสูงสุดอีกครั้ง ในปี 2008 พวกเค้าก็กลับสู่เซเรีย อา จนได้ และยังทำผลงานดีๆต่อเนื่องหลายปีบนลีกสูงสุด แถมผลิตกองหน้าชั้นดี อย่าง มาร์โก ดิ วาโย่ให้กับแฟนๆบอลอิตาลีได้ชมเพลงแข้งอีกด้วย

พูดถึงนักเตะที่ตกต่ำมาจากที่อื่นแต่ฟื้นคืนชีพจนโด่งดัง โบโลญญ่า มีนักเตะดังระดับสตาร์หรืออาจจะเรียกว่าระดับโลกดีกว่า มาเคยเล่นให้กับทีมไม่ใหญ่แบบพวกเค้าเช่นกัน และหนึ่งในนั้นที่มีเรื่องราวน่าสนใจมากคือ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ปี 1997-1998 นั้น บาจโจ้ เริ่มเล่นได้โด่งดังและยิงประตูมากมายแล้ว และกำลังอยู่ในทีม เอซี มิลาน แต่ว่านายใหญ่ อย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซื้อจอมแทคติคในตอนนั้นกลับมองว่าบาจโจ้ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของเค้า ต้องการจะขายออก ก็ยังมียอดกุนซืออีกคนอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ที่กำลังทำทีมปาร์มา มาสนใจเรียกตัวไปเล่นด้วย จนเค้ากำลังจะมีโอกาสไปเล่นให้กับทีมใหญ่อีกทีม แต่ทว่าปัญหาคือ อันเช่ กลับกำลังติดใจและใฝ่ฝันว่าแผน 4-4-2 คือสูตรสำเร็จที่ดีทีสุด และบาจโจ้ก็ไม่ควรเล่นกองกลางตัวรุกแบบที่ต้องการ แต่ต้องเล่นกองหน้าตามที่สั่ง นั่นทำให้ขัดกันกับ บาจโจ้ และเค้าเลยย้ายไปเล่นกับโบโลญญ่า ทีมหนีตกชั้นแทนซะงั้น จนในที่สุดพวกเค้ารอดตกชั้นได้เพราะบาจโจ้ยิงไป 25 ประตู เป็นดาวซัลโวที่เป็นชาวอิตาลีคนเดียว และอันดับ 3 ของลีกในปีนั้น อันเช่เคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นบทเรียนในชิวิตเลยที่เลือกให้แผนการมาก่อนความสามารถระดับพรสรรค์ของนักเตะ

ไม่เพียงแค่นั้น บาจโจ้ พาทีมจนอันดับ 8 ได้เข้าไปเล่น ยูฟ่า อินเตอร์โตโต้ คัพได้ด้วย และยังได้ติดธงทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง ไปเล่นในฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายในปี 1998 อันเป็นทัวร์นาเม้นดังของเค้าติดตาแฟนบอลชาวไทยพร้อมเพลง The cup of life ประจำการแข่งขันจนถึงทุกวันนี้ โลโก้ของสโมสรได้ใช้สีแดงและฟ้าเป็นสีประจำสโมสรตั้งแต่ยังเป็นทีมสมัครเล่นแล้ว ด้านบนของโล่สัญลักษณ์มีตัวย่อ 3 ตัว ของสโมสรโบโลญญ่าฟุตบอลคลับ และด้านล่างก็เป็นสีสลับกันรูปกางเขนทางขวามือตามสไตล์ทีมอิตาลีที่จะว่าไปก็คล้ายกับเอซีมิลานอยู่ แต่กลายเป็นทีมคู่แข่งของยูเวนตุสแทนโดยหลักๆ

ฉายาประจำสโมสร : I Veltri (เดอะเกรย์ฮอนด์)

สนามเหย้าของทีม : Stadio Renato Dall’Ara

กุนซือทีมคนปัจจุบัน (ปี 2018) : Roberto Donadoni

นักเตะโบโลญญ่า