โรเมลู ลูกากู (Romelu Lukaku)

Romelu Lukaku

กองหน้าชาวเบลเยี่ยม นามว่า “Romelu Lukaku” เกิดที่เมืองอันทเวิร์ป ตอนที่เค้ายังเล็กๆมีโอกาสได้เล่นให้กับสโมสรเยาวชนเล็กๆอยู่ 2-3 แห่ง จนกระทั่งได้ย้ายไปเล่นให้กับ สโมสรยักษ์ใหญ่ของเบลเยี่ยมอย่าง อันเดท์ ซึ่งเป็นทีมในลีกสูงสุดของประเทศแล้ว ปีนั้นเป็นปี 2006 ที่ลูกากูมีโอกาสได้ลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเส้นทางสายอาชีพของนักฟุตบอลเมื่ออายุ 16 ปี ถึงแม้ว่าตอนนั้นยังเรียนหนังสือที่โรงเรียนควบคู่ไปด้วยกับการเล่นบอลด้วยซ้ำ เขาใช้เวลาไม่นานหลังเริ่มเล่นเป็นกองหน้าของทีม ก็สามารถกลายมาเป็นกองหน้าผู้มีจำนวนการปิดสกอร์สูงสุดของทีมในปี 2009-2010 ได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้อันเดอเลชท์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดด้วย

แต่ก่อนจะกลายมาเป็นเพชฌฆาตหน้าปากประตู ผู้มีความใหญ่โตกของร่างกาย แต่ก็มีความรวดเร็วดุจพายุเช่นนี้ ชีวิตความเป็นมาตอนเล็กๆของเค้าเป็นมาอย่างไรให้เราไปดูกัน Romelu Lukaku โตขึ้นมาในบ้านหลังไม่ใหญ่มากนัก ที่ตั้งอยู่ข้างถนนในเมืองเล็กๆเงียบๆชื่อวินแทม ที่อยู่ระหว่างเมืองอันทเวิร์ปและเมืองบรัซเซลล์ของเบลเยี่ยม ข้างหลังบ้านระแวกนี้มีถนนที่มีหญ้าสีเขียวๆขึ้นอยู่ข้างต้นไม้ขอบทางถนน และเป็นที่ตรงนี้เองที่เป็นสถานที่ๆลูกากูเล่นฟุตบอลตอนเค้ายังเป็นเด็กเล็กๆแทบทุกวัน ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่สโมสรท้องถิ่นชื่อวินแทมที่เป็นชื่อเมืองเล็กๆไม่มีอะไรน่าจดจำเลย ที่ตั้งอยู่ชานเมืองชนบท ตอนนั้นเจ้าตัวมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนบ้านกับลูกากู และยังเป็นเพื่อนกันจนมาถึงทุกวันนี้ชื่อ วินนี่ ฟราน พวกเค้าซี้กันตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้ว ตอนนั้นฟรานระลึกความทรงจำได้ที่ยังชัดเจนแจ่มชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเองว่า วันแรกที่ครอบครัวของลูกากูย้ายมาอยู่บ้านใหม่ข้างๆเขา ครอบครัวลูกากูจอดรถแล้วโบกมือทักท้ายเป็นมิตรกับแม่ของเค้า นั่นเป็นครั้งแรกที่เค้าเห็นเด็กหนุ่มชื่อลูกากู

หลังจากวันแรกที่ไปโรงเรียนกลับมากัน ฟรานไปที่ประตูบ้านของลูกากูแล้วชวนเพื่อนใหม่ไปเล่นบอลกัน และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้ง 2 หนุ่มก็เล่นฟุตบอลกันเป็นบ้าเป็นหลังแทบทุกวัน พี่ชายของลูกากู อีกคนที่ชื่อจอร์แดนตอนนี้เล่นอยู่กับลาซิโอที่อิตาลีในฤดูกาล 2017-2018 เขาจำได้ว่าแม้อายุเพียงแค่ 12-13 ปี แต่ลูกากูก็มีร่างกายที่ใหญ่และสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันแทบทุกคนอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ทำให้ดูร่างใหญ่อย่างใด ผอมแห้งด้วยซ้ำ แต่เค้าก็วิ่งได้เร็วมากๆ ฟรานเคยคุยเล่นๆด้วยว่านายตัวใหญ่นะเพื่อน น่าจะวิ่งช้าลงแน่ๆตอนที่อายุมากขึ้น เพราะงั้นให้ฝึกการวิ่งออกตัวไว้เยอะๆนะ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อนสนิทคนนี้ก็คาดการณ์ผิดไปถนัด เพราะเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ลดความเร็วทางกายภาพลงเลย แม้ว่าเมื่อโตขึ้นแล้วความได้เปรียบนี้น่าจะหายไปตามหลักการทั่วไปสำหรับคนที่มีรูปร่างใหญ่โต ที่จริงเค้ายังเป็นกองหน้าที่ตัวใหญ่แต่วิ่งเร็วเพียงไม่กี่คนที่มีอยู่ในระดับแถวหน้าปัจจุบันด้วยซ้ำ

ลูกากูนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีชีวิตความหลังไม่ได้สบายและง่ายเหมือนนักบอลคนอื่นๆที่ดังเหมือนกับเค้า ที่จริงตั้งแต่อายุน้อยแล้วที่เค้าเจออุปสรรคต่างๆระหว่างการพยายามจะเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุด เช่น ตอนเค้าเล่นได้ดีและรวดเร็วในสนามนั้น มีเพื่อนนักเตะและเด็กคนอื่นหลายคนที่อิจฉาเค้าที่ยิงประตูได้เยอะเลยเริ่มพูดจาไม่ดีใส่ เท่านั้นไม่พอ มีผู้ปกครองพ่อแม่ของเด็กคนอื่นอีกบางคนที่หาว่าเค้าตัวโตกว่าวัยเกินไปและใส่ร้ายว่าโกงอายุรึเปล่า ซึ่งบางครั้งก็ออกจะไปทางพูดจาเหยียดผิวด้วย ซ้ำร้ายลูกากูกับพี่ชายยังเป็นเพียงเด็กผิวดำ 2 คนเท่านั้นในโรงเรียนตอนนั้น แต่เพราะว่า 2 ครอบครัวของพวกเค้าสนิทกันมาก เมื่อครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งมีปัญหาการเงิน ก็สามารถยืมเงินช่วยเหลือกันและคืนเงินให้กันทันทีได้โดยไม่มีปัญหา

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ พ่อของเขา คือ โรเจอร์ นั้นเป็นนักบอลอาชีพเช่นกัน เมื่อครอบครัวของพ่อเค้าย้ายมาจากประเทศคองโกมาอยู่ที่ยุโรป โรเจอร์นั้นเล่นบอลอาชีพอยู่แล้วและยังเล่นตำแหน่งกองหน้าเหมือนกันด้วย แถมยังเป็นตัวถล่มประตูด้วยเหมือนกับลูกชายที่เลียนแบบกันมาเลย ที่จริงแล้วเพื่อนซี้สองคนนี้มักจะนั่งดูวิดีโอที่พ่อลูกากูเล่นบอลกันหน้าทีวี และอดทึ่งกันไม่ได้กับลีลายิงประตูของพ่อเค้า ตอนนั้นพวกเค้าคุยกันด้วยว่า “พ่อของนายนี่เป็นนักเตะที่เก่งจริงๆ” และลูกากูจะบอกกลับไปว่า “สักวันหนึ่งฉันจะยิงให้ได้แบบพ่อเลย” และในที่สุดแล้วลูกากูก็ทำได้ ไม่เพียงแค่เลียบแบบพ่อ แต่ว่าพัฒนาไปได้ไกลกว่าพ่อด้วย เพราะว่าจุดเด่นของพ่อของเค้าคือการโหม่งประตู แต่ทว่าลูกากูกับได้ทั้งโหม่งและยิงได้ทั้งเท้าซ้ายและขวา เรียกว่าครบเครื่องมากกว่าด้วย

หลังจากนั้นความเปลี่ยนแปลงก็มาเยือนตัวเขากับพี่ชาย เพราะว่าสโมสรที่เล่นอยู่นั้นโดนโทษเรื่องการทุจริตล็อคผลการแข่งขันขึ้นมา ทำให้ต้องเสียนักเตะดีๆเยาวชนให้กับทีมอื่นๆดังๆ และหนึ่งในนั้นคือ อันเดอร์เลชท์ ที่มาพาเด็กๆไปซ้อมด้วยบ่อยๆ รวมถึงลูกากูกับพี่ชายที่คนละเมืองกัน จนในที่สุดทั้งสองคนก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อพาร์เม้นต่างเมืองชั่วคราวเพื่อจะได้ซ้อมฟุตบอลกับทีมใหม่อย่างจริงจัง และก็ใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาสอดแทรกตัวเองขึ้นไปเป็นตัวจริงให้กับทีมชุดใหญ่ของอันเดอเลชท์ในที่สุด และก็เล่นได้ดีอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆด้วย ฟราน… เพื่อนของลูกากู เล่าให้ฟังว่า ยังจำเกมแรกที่ลูกากูเปิดตัวกับอันเดอเลชท์ในชุดใหญ่ได้เลย เค้าเป็นคนวิ่งไปเคาะประตูเรียกแม่และครอบครัวของลูกากูให้มาชมเกม และยังนั่งเครียดกดดันเกมแรกของเค้าเองแทนลูกากูเพื่อนซี้ด้วยซ้ำ เกมนั้นทีมของต้องเจอกับบิ๊กทีมด้วยกันอย่าง สตองดาร์ ลีแอช ที่กำลังลุ้นแชมป์กันอยู่ด้วย และเกมเช่นนี้แหละที่เป็นเหมือนเกมในฝันของนักเตะร่างโตรายนี้เลย

Lukaku จะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกเช้า เพื่อจะไปขึ้นรถรอบแรกให้ทัน เพื่อจะไปซ้อมถึงสนามที่ในตัวเมืองทันและต้องกลับมานอนให้เร็ว เพื่อจะได้ตื่นตอนเช้าไปซ้อมซ้ำๆกันอย่างนี้แทบทุกเช้าด้วย แต่การทำแบบนี้ลงทุนลงแรงทุกๆวันก็นับว่าคุ้มค่า เพราะว่าฝีเท้าของลูกากูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่จริงมีเพื่อนของเขาคนนึงเล่าว่า ในสมัยนั้นที่ต้องเจอกับนักดาวเตะร่างยักษ์คนนี้ ตัวเองนั้นเล่นตำแหน่งกองหลัง แต่ทว่าเค้าแทบจะไม่เคยแทคเกิ้ลลูกากูได้เต็มๆเลย เนื่องจากตัวใหญ่มาก เค้าจึงพยายามดึงเสื้อลูกากูเพื่อจะหยุด แต่ก็หยุดไม่ได้แถมโดยสะบัดหลุดไปกองกับพื้นและในที่สุด ลูกากูก็ยิงประตูได้ด้วย เค้าจำได้ว่ากรรมการวิ่งมาบอกทีหลังว่า ตัวกรรมการเองไม่ได้เป่าฟาวล์ให้แต่แรกทั้งๆที่เห็นแล้วเพราะว่า กรรมการเดาได้ว่ายังไงก็จะโดนยิ่งแน่ๆไม่มีทางรอดหรอก เป็นเรื่องน่าขำไปเลย และที่น่าตลกไปกว่านั้น หลังจากนั้นหลายปีเพื่อนคนนี้กับพ่อของเค้านั่งดูถ่ายทอดสอดการแข่งทีมชาติของเบลเยี่ยมและเซอร์เบียอยู่ และลูกากูก็ได้ลงเล่นด้วย แถมมีกองหลังของเซอร์เบียพยายามหยุดลูกากูและก็ทำไม่ได้เลยต้องดึงเสื้อของลูกากูเหมือนกันเลยกับเค้าตอนเด็กๆ ทำให้นึกได้ว่า ก็ไม่ได้มีแต่ผมคนเดียวแล้วที่ใช้วิธีดึงเสื้อแล้วก็ยังไม่ได้ผล เป็นอันตลกกันไป

เขาโชคดีที่มีโค้ชดีหลายคน และผู้ดูแลด้านเทคนิคอลของทีมเยาวชนรวมถึงชุดใหญ่ตอนนั้น คอยดูแลพร้อมทำให้มั่นใจว่าทักษะและพรสวรรค์ของเค้าจะได้รับการพัฒนาไปเรื่อยๆ ได้รับปัจจัยหรือสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในนั้นเคยให้ความเห็นว่าตอนแรกๆที่เห็นลูกากูเล่นคิดแต่ว่า จุดเด่นของลูกากูคือความเร็วและสัญชาตญาณในการทำประตู แต่ว่าเมื่อได้เห็นการเล่นของเด็กคนนี้นานขึ้นๆนั้น เค้าก็ยอมรับว่าที่จริงแล้วจุดเด่นของลูกากูน่าจะเป็นความกระหายมากกว่า ความกระหายที่จะพยายามทำให้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าตัวเองได้เปรียบคนอื่นตลอดเวลาอยู่แล้วด้านร่างกายและกำลังความเร็ว แต่แค่นั้นก็ไม่พอ เพราะว่าลูกากูต้องการที่จะพัฒนาต่อไปอยู่เสมอเพื่อเป็นนักเตะที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ลูกากู จะไม่ยอมอาบน้ำเลยถ้าเกิดทีมเล่นแพ้สักเกม หรือไม่ได้ยิงถึง 5 ประตูตอนซ้อมในวันนั้น

ลูกากูนักเตะที่มีบุคลิกที่กระหายการเล่นฟุตบอลอย่างน่ากลัว ยกตัวอย่างเช่น ในวันแรกที่เขามาเซ็นสัญญานักเตะอาชีพฉบับแรกของชีวิตที่ออฟฟิศนั้น แทบจะไม่ได้มองรายละเอียดหรือสนใจที่จะอ่านเนื้อหาเลยทั้งที่จริงมีตัวเลขต่างๆและเงินเดือนที่จะได้รับอยู่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทำให้ประธานต้องเปิดหน้าที่มีจุดที่ต้องเซ็นชื่อแบบรัวๆให้ จะได้เซ็นเสร็จๆไป โรเมลู ลูกากู ต้องการเพียงแค่จะกลับไปสนามซ้อมที่กำลังจะเริ่มเล่นกันเท่านั้นเอง น่าเหลือเชื่อมากสำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น แถมยังแสดงให้เห็นว่าเค้าเป็นนักเตะระดับโลกที่ไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เค้ากลับไปเยี่ยมสโมสรเก่าอันเดอเลชท์และหัวหน้าโค้ชเก่าของเค้าบอกว่า ตอนนี้ทีมเด็กๆชุดนี้กำลังมีปัญหาเรื่องทัศนะคติอยู่พอดี ลูกากูไม่รีรอ ขอเวลาให้เค้าได้พูดอะไรสักหน่อยกับเด็กๆพวกนั้นได้มั้ย เมื่อได้รับอนุญาตเค้าก็เข้าไปนั่งจับกลุ่มตรงกลางวงของเด็กๆเยาวชนและเริ่มพูดว่า พวกนายฟังให้ดีนะ พวกนายกำลังอยู่ในอเคเดมี่ที่ดีที่สุดในโลกแล้ว และอย่าคิดว่าโลกข้างนอกจะง่ายกว่านี้ ถ้าทิ้งความพยายามหรือยอมแพ้ง่ายเกินไปกับการฝึกซ้อมแค่นี้ และโค้ชที่แอบฟังอยู่ถึงกับออกปากว่าการพูดของลูกากูทำให้เค้าขนลุกเลย และโดยเฉพาะเด็กๆทุกคนตั้งใจฟังลูกากูพูดอย่างมาก และนี่เองทำให้เห็นว่าลูกากูไม่ใช่มีดีแค่ฝีเท้าแต่ว่าหัวใจของเค้าตังหากที่เป็นสุดยอดของมืออาชีพและนักเตะที่น่านับถือมากจริงๆ

ช่วงประสบความสำเร็จ เขาได้รับรางวัลแรกส่วนตัวในปี 2011 หลังจากที่ปีก่อนหน้านั้นเค้าพาสโมสรอันเดอเชท์คว้าแชมป์ลีกเบลเยี่ยมได้โดยรางวัลนั้นมีชื่อว่า รางวัลรองเท้าอีโบนีของประเทศเบลเยี่ยม แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความสำเร็จและถ้วยรางวัลต่างๆที่ลูกากูจะได้รับตามมาอีกมากมาย หลังจากนั้นไม่นาน ได้เข้าร่วมกับทีมเชลซี ในปี 2011 ในการย้ายไปเล่นที่ต่างแดนครั้งแรกในชีวิตเค้าซึ่งอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ตอนนั้นราคาค่าตัวของเค้าเมื่อย้ายตัวก็นับว่าแพงมาก คือ 10-17 ล้านปอนด์ทีเดียวเมื่อรวมค่าต่างๆแล้ว ด้วยสัญญายาวห้าปีด้วยกัน เค้าได้ลงสนามเกมแรกกับ เกมเจอ นอริช ซิตี้ โดยลงมาเป็นตัวสำรองให้กับตอรร์เรส ในตอนท้ายเกมแล้ว แต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไรเมื่อเค้าได้ลงสนามน้อยมากกับทีมสิงโตน้ำเงินคราม และส่วนมากแล้วก็เล่นในทีมสำรองด้วย ที่น่าเศร้าใจคือเค้าเล่นน้อยมากจนแม้ว่าทีมเชลซีเข้ารอบชิงและได้แชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีกในปีนั้น เค้าปฎิเสธที่จะแตะต้องถ้วยรางวัล เพราะว่าไม่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองมีส่วนร่วมในชัยชนะนั้นด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน ลูกากูก็ได้โดนปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปกับทีมเวสต์บรอมกับเอฟเวอร์ตันตามลำดับ และก็มีความหวังมากขึ้นหลังจากที่เค้าเริ่มเล่นกับเวสบรอม ที่นั่นเค้าทำประตูได้มากขึ้น ยิงลูกตัดสินให้กับทีมได้ในยามที่ต้องหนีตกชั้น จนกระทั่งบทสรุปของฟอร์มการเล่นมีตัวเลขที่น่าพอใจ รวมถึงทำแฮททริกได้ด้วย ที่จริงเมื่อดูจากตัวเลข 17 ประตูแล้วยิงได้มากกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคนในทีมจริงของเค้าทั้งหมดด้วย แต่เมื่อกลับไปเล่นให้เชลซีอีกครั้งในปีต่อมาก็ยังไม่ได้รับโอกาสให้ลง ดังนั้น ในปี 2013-2014 เค้าจึงถูกปล่อยไปให้ท็อฟฟีสีน้ำเงินยืมตัวอีกทีมนึง ซึ่งการย้ายทีมแบบยืมตัวรอบนี้ นับได้ว่าวินาทีสุดท้ายของตลาดนักเตะด้วย และแค่นัดแรกเปิดตัวของเค้าก็ทำได้ 2 ประตูประเดิมทีมใหม่ทันที ที่นี่เป็นที่สโมสรแห่งแรกที่เค้าได้ปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ ในระดับสูงของลีกอังกฤษครั้งแรก เพราะว่าลูกากูยิงประตูได้มากมายภายในปีนั้น ยังทำสถิติใหม่ๆให้กับเอฟเวอร์ตันมากมาย และการเล่นอย่างดีต่อเนื่องมากกว่าฤดูกาลหนึ่งในหนนี้

ทำให้เขาได้ย้ายตัวแบบถาวรอีกครั้ง เพราะว่าทีมลูกอมควักเงินด้วยจำนวนมากเป็นประวัติการณ์เลยถึง 28 ล้านปอนด์ และยังเซ็นสัญญายาว 5 ปีด้วย ทีนี้เมื่อทุกอย่างลงตัวแบบยาวๆ เค้าคงจะมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านสักที เลยทำผลงานติดลมบนอย่างสวยงามทุกๆปี ต่อเนื่องจาก จนปี 2016 เลย เมื่อเค้ากลายเป็นนักเตะคนที่ 5 ของประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่ยิงได้เกิน 50 ประตูด้วยอายุไม่ถึง 23 ปีเอง ตามหลังกลุ่มตำนานอย่าง โรนัลโด้ รูนีย์ หรือแม้แต่ฟาวเลอร์ โอเว่น ทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นการฉายแววตั้งแต่อายุยังน้อยและมีโอกาสที่จะไปเล่นได้ไกลกว่านี้แน่นอน และก็ไม่ต้องให้รอนาน เมื่อปีล่าสุด 2017-2018 ทีมผีแดงแมนยู ภายใต้การนำของโค้ชใหม่อย่างโชเซ่ มูริญโญ่ ที่เพิ่งจะเข้ามาทำทีมและมีแผนการเล่นและนักเตะระดับเทพมากมายมาจอยทีมพร้อมๆกันพร้อมกับ ลูกากู และค่าตัวครั้งนี้ของเค้าแม้ไม่ได้เปิดเผยกัน แต่เชื่อกันว่ามีมูลค่าสูงถึง 75 ล้านปอนด์ ไม่นับค่าอื่นๆอีกที่อาจจะเพิ่มไปได้ถึง 15 ล้านเพิ่มเติมด้วย ถือว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่แพงมากสำหรับนักเตะอายุน้อยแบบเค้า ในวันเปิดตัวเค้าได้เจอกับทีมขุนฆ้อนและยิงได้เลย 2 ลูกด้วยกัน จนกลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ของประวัติศาสตร์แมนยูที่ยิงในนัดเปิดตัวได้ 2 ลูกด้วยกัน เขายังรักษาฟอร์มยอดเยี่ยมเช่นเดิม ไม่ว่าเล่นในลีกหรือในยุโรปให้กับทีมใหม่มาจนถึงทุกวันนี้ และทำให้ทีมที่เค้าถูกขายและปฎิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเชลซีต้องช้ำใจ คงเสียดายลึกๆแน่นอนเมื่อไม่ได้หยิบยื่นโอกาสให้กับนักเตะที่มีดีและมุ่งมั่นกับฟุตบอลอย่างโรเมลูคนนี้

วิเคราะห์การเล่นของยอดนักเตะเพชรฆาต เจ้าตัวได้ชื่อว่าเป็นนักเตะเท้าซ้าย ที่มีร่างกายใหญ่โตบึกบึนน่ากลัวสำหรับกองหลังทุกคนที่ต้องเจอ แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อเค้ามีความเร็วและสปีดต้นออกตัวที่จี๊ดผิดกับพวกกองหน้าตัวสูงใหญ่คนอื่น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการผสมผสานที่ทำให้เค้าไม่เหมือนนักเตะที่เคยเจอมาก่อน ทำให้บางครั้งแทนที่จะเป็นเซ็นเตอร์แบ็คมาคอยคุมและไล่หวดเอาชนะกองหน้าจนผวา กลับกลายเป็นเค้าคอยใช้ร่างกายทางกายภาพของเค้าชนและปะทะกับกองหลังฝ่ายตรงข้ามตลอดจนหลายๆหนที่กองหลังต้องลงไปกองกับพื้นทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้เป็นกองหน้าสไตล์ที่มีส่วนร่วมกับการทำเกมมากนัก อาจจะมีแค่ผ่านบอลครั้งสองครั้งแถวๆกลางสนาม แต่ก็ไม่ถึงกับลักษณะที่เมซซี่ทำกับบาร์ซ่า จึงไม่ได้มีโอกาสคอยแสดงบทบาทเพลย์เมกเกอร์เหมือนกับระดับโลกคนอื่นๆที่แสดงความครบเครื่องมากมาย แต่มักจะชอบไปอยู่จุดสุดท้ายคอยทำประตูและพึ่งพาได้ยามอยู่ในกรอบเขตโทษ หรือโผล่ไปที่จุดนัดพบแบบดื้อๆไม่มีใครเห็นบ่อยๆ จะพูดง่ายๆคือ ลูกากูเป็นกองหน้าประเภทหมายเลข 9 แบบดั้งเดิมเลย เมื่อมีหน้าทีไปยืนแถวเขตโทษและรอบๆ คอยเอาชนะโหม่งแย่งบอลกับกองหลัง และพยายามพักบอล นำบอลลงมาเล่นต่อให้กับทีม อย่างที่เห็นหลายครั้งเมื่อเค้าโหม่งชนะจากการเตะจากประตูแค่ครั้งเดียวก็ สามารถปลดล็อคให้เพื่อนร่วมทีมเข้าไปทำประตูได้ จุดอ่อนบางอย่างของเค้าคงเป็นการจับบอลแรงและไม่ติดเท้าบางครั้ง ทำให้โดนแซะบอลและแย่งบอลไปได้หากกองหลังมีทักษะประกับและแย่งบอลที่คล่องแคล่วพอตัว และเค้าไม่ได้นำหน้าในการบีบไล่บอลหรือเข้าแทคเกิ้ลแย่งบอลมากนัก แต่ก็อาจมีข้อดีเพราะลูกากูสามารถเก็บแรงไว้ช่วงสุดท้ายในเกมได้ อย่างที่เห็นจำนวนประตูที่เค้ามักจะยิงได้ท้ายเกมมากกว่าด้วย ลูกากูถือว่าเป็นนักเตะที่ไม่มีใครเหมือน มีประสิทธิภาพในแบบตัวเอง

นิสัยของยอดฝีเท้าคนนี้ ชอบใช้เวลาเล่นบาสเก็ตบอลกับเพื่อนอย่าง พอล ป็อกบาบ่อยๆในสนามพื้นยางในเมืองไมอามี่ ก่อนที่เค้าจะย้ายมาร่วมทีมผีแดงด้วยกัน นอกจากนั้น ลูกากู ยังมีความสามารถด้านภาษามากด้วย เพราะพูดได้อย่างคล่องมากถึง 6 ภาษาคือ เสปน โปรตุเกส อังกฤษ และอื่นๆเพราะเค้าให้ความสำคัญกับการเรียนหนังสือตั้งแต่สมัยยังอยู่ในโรงเรียน ลูกากูยังมีดร็อกบา ตำนานของเชลซีเป็นไอดอลส่วนตัวด้วย เพราะการเล่นคล้ายกันและมีพื้นหลังเหมือนกันถึงกับให้นับถือรองจากพ่อของตัวเองเลย แต่ก็ไม่อยากให้คนไปเปรียบเทียบนัก

วันเดือนปีเกิดของนักเตะ : 13 พฤษภาคม ค.ศ.1993

สโมสรปัจจุบัน (ฤดูกาล 2017-2018) : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด